10 หนังซอมบี้ชวนชิม

posted on 15 Jul 2009 22:34 by funnyclub  in Movie

 

 

 

 

 

 



ขอแนะนำหนังกลุ่มหนึ่งที่ผมชอบ และคิดว่าหลายๆ คนก็คงชอบด้วยนะครับ คือหนังสยองขวัญในกลุ่มซอมบี้ครับ หนังสยองขวัญที่มีคนตายลุกขึ้นมาเดินตุปัดตุเป๋ไล่งับสมองคนนั่นแหละครับ สำหรับผมแล้วหนังกลุ่มนี้โดนเป็นพิเศษเลยครับ ขอให้มีซอมบี้เถอะครับ ผมดูเกือบทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่หนังมันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรมากมายหรอกนะครับ ไล่กัดไล่งับกันทั้งเรื่องแต่มันก็สนุกขึ้นมาได้ (บางเรื่องก็พยายามใส่ความเป็นสาระลงไปมากๆ ก็มีครับ หรือจะมองกันแบบจริงจังหน่อยหนังซอมบี้ก็มีสาระได้ครับ) มีคนจัดว่าหนังซอมบี้เป็นหนังคัลท์ (Cult movie) หรือหนังแปลกที่เป็นที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่มจนกระทั่งสามารถยกขึ้นหิ้งได้ ผมไม่รู้ว่ามันจะคัลท์หรือไม่คัลท์นะครับ แต่วันนี้จะขอแนะนำหนังซอมบี้ที่เคยดูเท่าที่พอจะนึกออก เผื่อจะได้เพื่อนดูหนังแบบนี้เพิ่มครับ

1. Dawn of the Dead (1978) กำกับโดย จอร์จ โรเมโร (George Romero) เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ซอมบี้ระบาดครับ กลุ่มของตัวเอกหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนพวกซอมบี้ตามรังควาน เรื่องนี้มีประโยคเด็ด ที่ว่า “เมื่อนรกไม่มีที่ว่าง คนตายจึงต้องเดินดิน” หนังซอมบี้ของโรเมโรเป็นต้นแบบให้กับหนังซอมบี้ที่ตามมาเกือบทั้งหมดครับ ที่มาของคาแรกเตอร์เดินโยกไปเยกมา ไล่งับสมองและเนื้อคน ใครถูกกัดก็จะกลายเป็นซอมบี้ไปด้วย ขนบธรรมเนียมของซอมบี้ต่างๆ เหล่านี้ ก็มาจากอีตาโรเมโรนีแหละครับ หนังเรื่องนี้ทุนสร้างต่ำมาก (50 ล้านเหรียญ) แต่รายรับมหาศาล ทำเอาโรเมโรตั้งตัวได้เลยครับ หลังจากเรื่องนี้ โรเมโร ก็ทำหนังซอมบี้ออกมาอีกหลายเรื่อง



2. 28 days later (2002) กำกับโดย แดนนี่ บอยล์ (Danny Boyle, ผู้กำกับออสการ์เรื่อง Slumdogฯ นั่นแหละครับ) เรื่องนี้ค่อนข้างใหม่หน่อยครับ แต่ก็มาแรงแซงโค้งจนขึ้นหิ้งไปแล้ว เพราะด้วยบรรยากาศความสมจริงสมจังของเหตุการณ์ที่มีโรคระบาดทำให้ผู้คนกลายเป็นซอมบี้ไล่งับกันไปทั่วลอนดอน กลุ่มของตัวเอกต้องฝ่าฝูงซอมบี้ออกไปนอกเมืองแต่ก็ไม่วายเจอกับฝูงคนที่น่ากลัวไม่แพ้ฝูงซอมบี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจคือ ซอมบี้ในเรื่องนี้วิ่งไวยังกะจรวด (เร็วกว่าวิ่งปรกติมาก) จนกระทั่งทำให้แฟนหนังซอมบี้รุ่นเก่าๆ ออกอาการรับไม่ได้ “ซอมบี้อะไรฟะ วิ่งไวยังกะนักวิ่งทีมชาติ” นอกจาก 28 days later ยังมี 28 weeks later ตามมา และอีก 2 ปีหน้าก็คาดว่าคงจะได้ดู 28 mounts later อีกด้วยครับ (เย้)

3. Residental Evil 1-3 (2002-2007) หนังแอ็คชั่นซอมบี้สุดมันส์ที่สร้างจากเกมชื่อดังที่ได้นางแบบฝรั่งเศสสุดเซ็กซี่ (Millar Jovovich) มาสู้กับฝูงซอมบี้ ที่มาของซอมบี้เรื่องนี้มาจากหน่วยงานวิจัยผลิตอาวุธชีวภาพให้แก่กองทัพ (หรือตามชื่อภาษาไทยคือผีชีวะ 555) ซอมบี้ในเรื่องนี้จึงมีลักษณะแปลกแตกต่างจากซอมบี้ในเรื่องอื่นๆ อาทิเช่น เป็นสัตว์บ้าง เป็นสัตว์ประหลาดบ้าง หรือบางตัวก็ติดอาวุธหนัก (ดังนั้นจึงไม่ผิดที่ซอมบี้ในเรื่องนี้จะวิ่งเร็ว หรือบางตัวปีนขึ้นเพดานหรือดำดินได้ด้วย!?!) นางเอกซึ่งเป็นผลงานชิ้นหนึ่งของหน่วยงานนี้ต้องไล่ล่าฝูงซอมบี้ และในขณะเดียวกันก็ต้องหลบหนีหน่วยงานที่พยายามจะควบคุมอาวุธชีวภาพของตัวเองที่หลุดออกมา

1247629044



4. Dawn of the Dead (2004) โรเมโรรีเมคหนังของตัวเองอีกครั้งในอีก 30 ปีต่อมา ตัวละครกลุ่มหลักเปลี่ยนไป แต่ยังคงไปรวมตัวกันหลบซอมบี้ที่ห้างสรรพสินค้าเหมือนเดิม ใครที่ต่อว่าซอมบี้ในยุคหลังว่าวิ่งเร็ว เรื่องนี้โรเมโรบรรพชนหนังซอมบี้พิสูจน์ให้ดูเลยว่า เขาเองก็ไม่รังเกียจที่ซอมบี้จะวิ่งเร็ว มิหนำซ้ำการที่ซอมบี้วิ่งเร็วมันยังสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคนดูไปอีกแบบหนึ่งด้วย แต่ก็ไม่วายครับ มีคนวิจารณ์ว่า ซอมบี้ เป็นอาการของคนที่สมองตายมีแต่ร่างกายที่ขยับเขยื้อนเท่านั้น ไม่น่าจะมีระบบประสาทคอยสั่งการให้วิ่งเร็วและคล่องแคล่วได้ขนาดนั้น ( นี่มันหนังซอมบี้นะเฟ้ย ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์) เรื่องนี้มีเวอร์ชั่น 3 มิติด้วยครับ

5. Shaun of the Dead (2004) กำกับโดย เอ็ดการ์ ไรท์ (Edgar Wright) หนังซอมบี้อันเป็นที่รักของแฟนๆ หนังซอมบี้อีกเรื่อง ดูจากชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นหนังล้อเลียนเรื่อง Dawn of the Dead หนังเรื่องนี้มีคำโปรยที่ปกดีวีดีว่า Romantic comedy with zombies ก็จริงอย่างที่เขาว่านั่นแหละครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักกุ๊กกิ๊กแบบที่มีซอมบี้ด้วย (เอาเข้าไป) Shaun หนุ่มต๊อกต๋อยที่มีเพื่อนที่เป็นคนติดเกม ต้องพิสูจน์ความเอาถ่านของตัวเองกับญาติพี่น้องของแฟนสาวว่า ตัวเองเป็นที่พึ่งพาได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ซอมบี้บุก!?! ในเรื่องนี้กลุ่มตัวเอกไม่ได้หลบหนีฝูงซอมบี้ไปไหนไกลอะไร หรือไม่ได้ต้องการฆ่าล้างพวกซอมบี้ให้สิ้นซาก พวกเขาเพียงแต่ตั้งใจว่าจะไปหลบพวกซอมบี้ในร้านที่ตัวเองไปนั่งดื่มเบียร์เป็นประจำ และ Shaun ก็เพียงแต่ต้องการจะปกป้องคนที่เขารักเท่านั้น



6. Fido (2006) เอาแบบหลุดๆ กันบ้างนะครับ ซอมบี้ในเรื่องนี้เกิดจากบรรยากาศโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงไป เลยปลุกให้คนตายลุกขึ้นมาใหม่ นักวิทยาศาสตร์หัวใสเลยประดิษฐปลอกคอพิเศษเพื่อควบคุมเอาพวกซอมบี้มาใช้งานซะเลย ในเรื่องนี้เราจึงมีโอกาสได้เห็นซอมบี้ทำงานบ้านเป็นเบ๊รับใช้มนุษย์ อาทิ เก็บกวาด เสริฟอาหาร ส่งหนังสือพิมพ์ ล้างรถ จนกระทั่งจูงสุนัขไปเดินเล่น (?!?) ปัญหาของการนำซอมบี้มาเป็นคนใช้ก็คือ ปลอกคอของซอมบี้ตัวนึงที่ชื่อว่าไฟโด้เกิดบกพร่อง จึงทำให้เขาไปกินป้าเพื่อนบ้านเข้าให้ แต่ด้วยความดีแสนดีของไฟโด้จึงทำให้คนในครอบครัวช่วยกันปกปิดการกระทำของไฟโด้ แล้วเรื่องยุ่งๆ ระหว่างความผูกพันของมนุษย์กับซอมบี้ก็ตามมา

7. Zombie Strippers (2008) ห้องทดลองอาวุธลึกลับทำผู้ติดเชื้อหลุดรอดออกมา แต่ดั๊นไปหลบซ่อนอยู่ในบาร์ระบำโป๊ แคเธอรีนนักเต้นระดับดาราของบาร์ (ไม่รู้เกี่ยวข้อยังไงกับแคทเธอรีนใน CSI นะครับ) ติดเชื้อซอมบี้เข้า จึงทำให้เธอมีลีลาการเต้นเป็นที่ระทึกใจของคนไปทั้งบาร์ สาวนักเต้นคนอื่นๆ จึงอิจฉา เลยยอมให้ซอมบี้กัดบ้างเพื่อจะเต้นแข่งกับแคทเธอรีน () สาวนักเต้นซอมบี้จึงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่ภูมิอกภูมิใจของเจ้าของบาร์ สาวสาวพวกนี้เต้นไปกินสมองชายนักเที่ยวไปพลาง สุดท้ายหน่วยสวาทล่าซอมบี้ตามเข้ามาถึงบาร์ระบำโป๊ การต่อสู้อันสุดมันส์ระหว่างหน่วยสวาทบ้าๆ บอๆ กับแก๊งค์สาวนักเต้นซอมบี้จึงเริ่มขึ้น



8. Return of the Living Dead: Rave from the Grave (2007) หนังในชุด Return of the Living Dead ภาคที่ 5 ลุงซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในกองทัพเสียชีวิต หลานชายได้เข้าไปยังห้องลับที่ลุงห้ามมาโดยตลอด เขาได้พบกับถังบรรจุสารเคมีที่มีสีเขียวๆ กลิ่นแปลกๆ อยู่ภายใน เขาและเพื่อนๆ จึงทดลองเอามาชิม (เง้อ ) ปรากฎว่าคนที่กินเข้าไปน้ำลายฟูมปากและโยกหัวกันหัวสั่นหัวคลอน (เหมือนพวกที่ฟังเพลงเด้ธยังไงยังงั้น) พวกเขาจึงตัดสินใจเอาสารเคมีดังกล่าวไปบรรจุลงแคปซูลขายเพื่อนๆ ที่โรงเรียน (ซะงั้น) ในคืนวันฮาโลวีนที่เพื่อนๆ มารวมตัวกันจัดงานปาร์ตี้ หลังจากที่ทุกคนกินยานี้เข้าไปเกินขนาดก็ค่อยๆ กลายเป็นซอมบี้แล้วหันมากัดกันเองในที่สุด

9. Bikini cowgirl with zombies (2009) มาดูหนังซอมบี้ของเอเชียบ้างนะครับ หนังซอมบี้ญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นมาจากเกมเรื่องนี้ ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ ทั้งสิ้น เริ่มเรื่องก็มีซอมบี้อยู่แล้ว แล้วก็มีนางเอกใส่ชุดบิกินี่สวมหมวกคาวบอยควงดาบซามูไรไล่ล่าซอมบี้ (เธอทำไปทำไมไม่มีใครรู้ครับ แต่ดูจากโปสเตอร์แล้วก็น่าจะพออนุโลมได้มั้งครับ ) สุดท้ายกลายเป็นเรื่องของคนในครอบครัวไปครับ คือ นางเอกมีภารกิจอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือ จะต้องสืบทอดวิชาดาบของตระกูลโดยมีชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ต้องต่อสู้กับน้องสาวของตัวเองที่แต่งชุดเด็กนักเรียนมัธยมปลาย (แล้วจะเอาซอมบี้เข้ามาเกี่ยวด้วยทำม้ายยย???)



10. SARS Wars (ขุนกระบี่ผีระบาด, 2004) กำกับโดย ทวีวัฒน์ วันทา (ผู้กำกับเรื่อง อสุจ๊าก และ อนุบาลเด็กโข่ง) หนังไทยก็มีหนังซอมบี้กับเขาเหมือนกันนะครับ จู่ๆ ก็มีเชื้อไวรัสประหลาดที่รวมเอาโรคร้ายหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดซาร์ ไข้หวัดนก ฯลฯ ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ เดือดร้อนให้พระเอกคือขุนกระบี่ (ต๊อก ศุภกรณ์) ออกมาถือดาบเรืองแสงแบบอัศวินเจไดไล่ฆ่าซอมบี้ สุดท้ายจนมุมสู้ไม่ได้จึงต้องขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ (เทพ โพธิ์งาม) ให้ออกมาช่วยไล่ล่าซอมบี้ โดยมีน้องบอลลูนใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่นถือขวานไล่ล่าซอมบี้เป็นกำลังเสริม

หนังไทยหน้าดู เร็วๆนี้

posted on 07 Jun 2009 11:14 by funnyclub  in Hot

 

 

 

 

 

Roommate เพื่อนร่วมห้อง...ต้องแอบรัก

11 มิถุนายน 2552

 

เรื่องย่อ

If Music be the Food of Love, Play on Twelfth Night
William Shakespeare

Roommate เป็นเรื่องราวของเพื่อนนักศึกษาที่เรียนอยู่เชียงใหม่ 4 คน พวกเขาเป็นสมาชิกวงดนตรี The Roommate ด้วยกัน ประกอบด้วย

  1. โน๊ต        มือกีตาร์ ปี 1 ฝีมือดี ชอบทำทุกอย่างที่ ยากและสูงส่ง ยกเว้นเรื่องเรียน
  2. ป๊อป       คีย์บอร์ดเพื่อนร่วมชั้นของโน้ตที่ภายนอกดูเป็นสาวห้าว แต่ลึก ๆ จิตใจอ่อนไหว
  3. โม           มือเบสรุ่นพี่ปี3 สาวเปรี้ยวกล้าแสดงออก แต่อย่ามองมาก เดี๋ยวอาย
  4. อี๊ด          หัวหน้าวง มือกลองรุ่นเดียวกับโม ชอบแกล้งโมแทนการบอกรัก โมเลยไม่รู้ซักที       ว่าไอ้ทแกล้งน่ะ เพราะชอบแกล้ง หรือแกล้งชอบกันแน่

วง The Roommate มีกฎว่า สมาชิกในวงต้องมาอยู่ร่วมกันในบ้าน Roommateเพราะพวกเขาเชื่อว่า การมาใช้ชีวิตเป็นรูมเมทในบ้านเดียวกัน  จะทำให้พวกเขาได้รู้จักกันเป็นอย่างดี  สนิทใจกัน และสามารถแชร์ความคิดและความรู้สึกต่างๆได้  อันจะส่งผลให้มีผลงานทางดนตรีที่ดี  โดยพวกเขามีเป้าหมายที่ฝันร่วมกันว่า อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง  และพวกเขาจะเปิดคอนเสิร์ตบนดาดฟ้าบ้าน Roommate ทันทีที่เพลงเสร็จ

ในขณะนั้น “พิงค์นครบาร์” ที่วง The Roommate เล่นประจำอยู่ มีปัญหาลูกค้ากำลังร่อยหรอลงทุกที เจ๊ใหญ่เจ้าของบาร์เลยสั่งว่าวงต้องมีนักร้องสาวคนใหม่เพื่อมาช่วยเรียกลูกค้า แต่โน้ตไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะกลัวนักร้องใหม่จะเข้ากับพวกเขาไม่ได้ เลยแกล้งตั้งสเปกของนักร้องสาวของวงไว้ให้ยากและสูงส่ง คือ  เสียงดี สูง สวย หมวย ขาว ขายาว หน้าลูกครึ่ง แต่จากนั้นไม่นานโน๊ตก็ได้พบสาวที่มีคุณสมบัติตรงกับ สเปกของเขาทุกอย่าง  เธอคือ แอน เพื่อนเก่าของ ป๊อบ ซึ่งในตอนที่ทั้งคู่เรียนมัธยมปลายด้วยกัน  แอนกับป๊อบเป็นเพื่อนที่สนิทกันเกินเพื่อน

ทั้งบาร์และวงคึกคักขึ้นทันทีเมื่อได้แอนมาร่วมวงและร่วมใช้ชีวิตในบ้านRoommate  

ในความคึกคักนั้น ก็มีความรักที่เป็นความลับในบ้าน Roommate แอบแฝงตัวอยู่  เพราะจริงๆแล้วที่แอนมาเชียงใหม่เพราะ แอนต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับป๊อปให้เหมือนเมื่อสมัยเรียนด้วยกัน  แต่ป๊อปอยากให้เรื่องนั้นเป็นแค่อดีต ป๊อบไม่สามารถที่จะกลับไปคบกับแอนแบบนั้นได้อีกแล้ว เพราะป๊อบ เริ่มรู้ใจตัวเองว่า เธอรู้สึกกับโน้ตมากกว่าความเป็นเพื่อน  แต่เธอก็ไม่สามารถบอกความรู้สึกนี้ให้โน้ตรู้ได้เลย เพราะ โน้ตได้แอบมาสารภาพกับเธอแล้วว่า โน้ตต้องการจีบแอน สาวที่ตรงสเปกเขาทุกอย่าง โดยที่โน๊ตไม่รู้ว่าความรู้สึกที่แอนมีต่อป๊อบนั้นจะทำให้แอนคิดกับโน้ตได้แค่คำว่า เพื่อน

ความรักที่รักกันเป็นวงกลมนี้ ดูเหมือนจะมีบทสรุปที่ไม่มีใครจะสมหวังในความรักของตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความรักที่เป็นความลับนี้ อาจสั่นคลอนความเป็นเพื่อนของชาวRoommate ได้ เพราะการเป็นรูมเมทกันและต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันทั้งกลางวันและกลางคืน  จะเป็นตัวเร่งให้ความลับนี้ ต้องเปิดเผยขึ้นมาสักวัน และเมื่อวันนั้นมาถึงไม่มีใครรู้เลยว่าความเป็นเพื่อนของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ความผูกพัน การเป็น Roommate และ  ความฝันร่วมกันเรื่องเพลงของพวกเขาจะสามารถเกาะเกี่ยวมิตรภาพและคำว่าเพื่อนเอาได้หรือไม่

 

 

วงศ์คำเหลา

1 กรกฎาคม 2552
 

เรื่องย่อ

หลังจากกำกับหนัง100 ล้านมา3เรื่อง “บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม1-2,แหยมยโสธร” โดยเฉพาะหนังรักระดับรากหญ้าที่ทำคนไทยฮากันทั้งประเทศอย่าง “แหยมยโสธร” ทำหนังอบอุ่นอย่าง “หม่ำเดียวหัวเหลี่ยมหัวแหลม” ปี2552 เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา” หรือ “หม่ำ จ๊กม๊ก” คันมือขอกลับมาทำหนังรักอีกครั้ง แต่คราวนี้ขอพลิกแนวมากำกับพร้อมทั้งแสดงนำในหนังรักไฮโซที่เจ้าตัวหมายมั่นปั้นใจมาถึง 2 ปีกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกับนามสกุล “วงษ์คำเหลา”

หม่ำ” ฉีกคาแรคเตอร์ตลกหน้าทะเล้นที่แสนคุ้นตา มาในมาดใหม่สุขุม นิ่ง เท่ห์ในแบบฉบับ“ท่านชายเพชราวุธ”หนุ่มนักเรียนนอกผู้เงียบขรึม ทายาทผู้ดูแลธุรกิจพันล้าน“วงษ์คำเหลาจิวเวอร์รี่” และ “อภิมหาคฤหาสน์อลังการประจำตระกูล” คือเสาหลักที่ดูแลมวลเหล่าสมาชิกในตระกูลวงษ์คำเหลาที่แต่ละคนล้วนอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์แห่งสีสันที่แสนแพรวพราวเจิดจรัสโดดเด่นอวดท้าทุกสายตาในสังคมชั้นสูงได้อย่างไม่เป็นสองรองตระกูลมหาเศรษฐีใดใดในประเทศ ซึ่งนำโดยคุณหญิงแม่พราวพิลาศ (ฉันทนา กิติยพันธ์) คุณหญิงผู้รักศักดิ์ศรีและความเป็นผู้ดีทุกอณูแห่งลมหายใจ ,หญิงใหญ่พลอยวรินทร์ (แวววาว จ๊กม๊ก) สาวโสดทึนทึกสุดเฮี้ยบ แถมเจ้าระเบียบอย่างสุดสุด ,หญิงเล็กพราวแพรว (ฮาย อาภาพร นครสวรรค์) ขากรี๊ดปรี๊ดแตก จอมวีนตัวจริงเสียงจริง และไพฑูรย์(เฉลิม แย้มขะมัง หรือเหลิม หม่ำโชว์) น้องเล็กประจำตระกูลที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกขานว่าจูเนียร์ตามนิกเนมมากกว่า ชายเล็กเด็กพิเศษแสนซื่อ แต่แสบบริสุทธิ์ได้อย่างไร้เดียงสา โดยมีบุคคลสำคัญคือเจ้าคุณปู่พรจรัส (สมเล็ก –สมชาย ศักดิกุล) ชายชราที่ทำตัวลึกลับผู้ก่อตั้งตระกูลวงษ์คำเหลา วันๆคอยเก็บตัวอยู่บริเวณตึกในของคฤหาสน์วงษ์คำเหลาหรือที่รู้กันว่าเป็นเขตต้องห้ามประจำตระกูล ยังไม่รวม 2 สมาชิกอย่างผักบุ้ง (อรชร) สาวใช้ร้อยชื่อบ่าวช่างยุของหญิงเล็กที่ดูเผินๆนึกว่าหลุดมาจากแคทวอล์คสยองขวัญ และนายเขื่อง(เดฟ ดวงดี)ผู้รับโชคสองชั้นครอง

ตำแหน่งโชเฟอร์และการ์เดนเนอร์(คนสวน)ประจำตระกูล ซึ่งทั้งหมดมั้งมวลต่างรวมตัวกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสนุกสนานให้พาลบังเกิดกับทุกคนที่ได้พบ

แต่แล้วเรื่องราวทั้งหมดที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดกำลังจะเกิดขึ้นในตระกูลวงษ์คำเหลา เมื่อพิรมน(รับบทโดยนางเอกซุปเปอร์สตาร์สาวจั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุขที่หม่ำบรรจงเลือกเองกับมือ) ครูสอนภาษาอังกฤษประจำตัวคนใหม่ของ จูเนียร์ น้องชายคนเล็กประจำตระกูล ได้ปรากฎตัวขึ้น ทันทีที่หญิงสาวผู้งามงดหมดจดทั้งรูปร่างหน้าตาและก้านสมองได้ย่างกรายเข้ามาในเขตชายรั้วของคฤหาสน์วงษ์คำเหลา ไม่เพียงทำให้ท่านชายเพชราวุธ ชายหนุ่มผู้เก็บงำความรู้สึกของตัวเองและไม่เคยมอบหัวใจอุ่นๆของตัวเองให้กับหญิงคนใดกลับต้องเสน่ห์ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักอย่างจังเบอร์กับคุณพิรมน หนำซ้ำความงามของเธอยังสะกิดต่อมดวงใจของท่านเป้า (แจ้ง อนุวัตน์ ทาระพันธุ์ หรือยอดชายอะเฮ้ยจากแหยมยโสธร) ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ คู่หมั้นของหญิงพราวแพรว จนทำให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” อยากเปลี่ยนคู่หมั้นแทบทันที เมื่อเกิดอาการ“รักหมดใจ” ต่อคุณพิรมนไปอีกคน

ในขณะเดียวกันหญิงนุช(ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ - สุดารัตน์ บุตรพรม) เจ้าแม่แฟชั่นขนเฟอร์น้องสาวของท่านเป้าเองก็เกิดอาการ“เหลืออด”ที่จู่ๆจะต้องสูญเสียท่านชายเพชร ยอดชายในดวงใจที่หมายมั่นมานานนมเป็นแน่แท้จึงตัดสินใจแท็คทีมร่วมมือกับหญิงพราวแพรวที่กำลังจะสูญเสียท่านเป้าไปเฉกเช่นกันจัดแจงงัดแงะนัดแนะสารพัดวิธีและกลเม็ดสุดแพรวพราวเพื่อกันท่าและขวางลำอย่างสุดชีวิตมิให้“ท่านชายเพชรและพิรมน”พระเอกนางเอกของเราครอบครองหัวใจของกันและกันได้สำเร็จ เพียงทว่าปัญหาเรื่องหัวใจที่นอกจากจะไม่ทั้งเข้าหรือออกหัวหงายก้อยตกไปอยู่ในมือใครแล้ว ท่านชายเพชรถึงกับตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อท่านเป้ามาเอ่ยปากขอพิรมนด้วยตัวเอง และยังมีอีกหลากหลายเรื่องราววุ่นๆอีรุงตุงฮาที่ล้วนแล้วเกี่ยวโยงผูกกันพัลวันไปหมด รวมไปถึงความลับบางอย่างของตระกูลวงษ์คำเหลา

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสนุกสนานหรรษาฮาในแบบฉบับหนังรักไฮโซสไตล์หม่ำ จ๊กม๊กที่คันไม้คันมืออยากให้คนไทยทั้งประเทศฮากันระเบิดระเบ้อ รับรองได้เลยว่าอีกไม่นานเกินรอ มาแน่ๆกลางปีวัวดุจ้า

 

หนีตามกาลิเลโอ 

23 กรกฎาคม 2552

 

 

เรื่องย่อ

ปลายศตวรรษที่ 16 เมืองปิซ่า ประเทศอิตาลี

กาลิเอโอ กาลิเลอิ นักคิด / นักวิทยาศาสตร์ / นักดาราศาสตร์หนุ่มไฟแรงแห่งยุคสมัย ทำการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ด้วยการโยนลูกบอลไม้จากยอดหอเอนปิซ่าต่อหน้าสาธารณะ

ผลการทดลองครั้งนั้น กาลิเลโอได้ข้อสรุปว่า วัตถุ 2 ชิ้น ที่มีรูปทรงเดียวกัน และประกอบขึ้นด้วยมวลสารเดียวกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน แม้ว่าจะมีน้ำหนักไม่เท่ากันก็ตาม

ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ส่งผลให้กาลิเลโอถูกหมายหัวว่าเป็นพวก ‘จอมขบถ’ ที่ต้องจับตาเฝ้าระวังใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลายปีต่อมา กาลิเลโอ ‘งานเข้า’ อีกครั้ง เพราะดันไปประกาศตัวสนับสนุนแนวคิด “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล” เป็นอีกครั้งที่ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับสิ่งที่ศาสนจักรปรารถนาจะให้ใครๆ เชื่อ

และครั้งนี้ ศาสนจักรก็เห็นควรต้องจัดการหมอนี่ขั้นเด็ดขาด กาลิเลโอถูกจับขัง สิ้นสูญอิสรภาพ และชีวิตก็ตกระกำลำบาก หาความสะดวกสบายไม่ได้นับจากนั้น

…………..

ปี 2009 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ห่างจากที่เกิดเหตุแรก ¼ เส้นรอบวงโลก

เด็กสาว 2 คนกำลังประสบปัญหาชีวิตรุนแรงหนักหน่วงที่สุดในชีวิต

เชอรี่ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกตัดสิทธิ์สอบและสั่งพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปีด้วยความผิด – ที่เจ้าตัวเห็นว่า - เล็กน้อย นั่นคือ การปลอมลายเซ็นต์อาจารย์ในใบขออนุญาตใช้ห้องเขียนแบบ

ก็แค่แบบฟอร์มโง่ๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน” เชอรี่ว่า

แต่ไม่ว่าเธอจะว่าอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลการลงโทษที่เธอได้รับ

เชอรี่ต้องเรียนจบช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ และโอกาสที่จะทำงานหาเงินให้พ่อภาคภูมิใจ ก็ต้องถูกขยับร่นลงไปนานถึง 1 ปี


 

นุ่น หญิงสาวร่าเริง น่ารัก แสนงอน ก่อนหน้านี้ท้าเลิกกับ ตั้ม แฟนหนุ่ม มาแล้วหลายครั้ง ทว่าลงท้าย ตั้มเป็นต้องงอนง้อ ไม่เคยยอมเลิกกับเธอเลยสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม กับครั้งนี้ ทุกอย่างแตกต่างออกไป

เพราะฉันถามว่า ‘เลิกกันไหม’ แล้วไอ้ตั้มบอกว่า ‘เออ’ “

ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว!” เชอรี่ตะโกนก้องแบบฉุนขาด

มีไอ้ตั้มที่ไหน ไม่มีนุ่นที่นั่น!” นุ่นเอาบ้าง

สองสาวตัดสินใจหนีให้ไกลจากสถานที่เกิดเหตุของปัญหา จูงมือกันมุ่งหน้าสู่ยุโรป บินข้ามหลายเส้นรุ้งและอีกหลายเส้นแวง ปลดแอกตัวเองจากแรงดึงดูดของโลกทันที

ผนของทั้งคู่นั้นแสนง่าย ลงคอร์สภาษา (บังหน้า) – เสิร์ฟ เสิร์ฟ เสิร์ฟ – เก็บตังค์ เก็บตังค์ เก็บตังค์ – เที่ยว เที่ยว เที่ยว

เป้าหมาย คือ บิ๊กธรีแห่งยุโรป ลอนดอน - ปารีส – เวนิส

สโตนเฮนจ์, ทาวเวอร์ บริดจ์, หอไอเฟล, พิพิธภัณธ์ลูฟร์, โคลอสเซียม, เรือกอนโดล่า, หอเอนปิซ่า... แลนมาร์คสำคัญๆ ของโลกถูกหมุดหมายลงในใจของทั้งเชอรี่และนุ่น

ก่อนออกเดินทาง ทั้งคู่จับมือจับไม้ ทำสัญญาใจกัน

กฎข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามทิ้งกัน

กฎข้อสอง ห้ามแหกกฎข้อแรกเด็ดขาด!

อย่างไรก็ตาม ลงท้ายมันก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน – ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’ คาดไม่ถึงสารพัด

เชอรี่และนุ่น คาดไม่ถึงหรอกว่า บางครั้ง คำสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ถูกสั่นคลอนเสียง่ายๆ เมื่อเจ้าของคำสัญญาเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน

พวกเธอคาดไม่ถึงหรอกว่า บางที มิตรภาพยาวนานก็แทบจะถึงกาลแตกหักล่มสลายด้วยเหตุผลที่เหมือนจะไม่เป็นเหตุผลว่า “กูเบื่อขี้หน้ามึง!”

และนุ่นคาดไม่ถึงหรอกว่า เธอหนี ‘ตั้ม’ คนหนึ่งไปไกลถึง ¼ โลก เพียงเพื่อจะไปพบความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับ ‘อีกตั้มหนึ่ง’  

 

ดื้อ สวย ด

12 สิงหาคม 2552

 

 

พลิกโฉมหน้าแอ็คชั่นฮีโร่หญิง เจ้าของสโลแกน “เล่นจริง เจ็บจริง” สู่ย่างก้าวที่ 2 ของ  “จีจ้า ญาณิน” กับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่า “ เมื่อแอ็คชั่นถูกหล่อหลอมด้วยความโรแมนติค
ไม่น่าแปลกใจที่ทำให้หลายๆ คนต่างให้ความสนใจและจับตามองถึงความเคลื่อนไหว และเฝ้ารอคอยย่างก้าวที่2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ของ “จีจ้า ญาณิน” หลังจากความสำเร็จของ “ช็อคโกแลต”  ไม่ว่าจะเป็นพล็อต เรื่องราวของภาพยนตร์ รูปแบบของแอ็คชั่นใหม่ๆ รายละเอียดของงานสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท คาแรคเตอร์ รูปลักษณ์ และพัฒนาการทางด้านการแสดงของแอ็คชั่นฮีโร่หญิงเจ้าของสโลแกน “เล่นจริง เจ็บจริง”ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของจีจ้า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการหาเหตุผลและสร้างแรงจูงใจให้ตัวละครลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวในโลกสมัยใหม่ที่มีตัวละครเอกเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ในขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดทิศทางและสร้างเรื่องราวให้คนดูได้สัมผัสและเห็นถึงพัฒนาการความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเติบโตไปโดยมีความรักเป็นแรงผลักดันและต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับพาร์ทการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในฐานะภาพยนตร์แอ็คชั่นด้วย ”

ราเชนทร์ ลิ้มตระกูลผู้กำกับภาพยนตร์โรแมนติค-แอ็คชั่นที่กวาดทั้งเงินและกล่องมาแล้วจาก “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” และเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง ช็อคโกแลต” และ “องค์บาก2” เข้ามารับหน้าที่สำคัญในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องที่2ของจีจ้าภายใต้แนวคิดและไอเดียที่ต้องการนำเสนอภาพยนตร์แอ็คชั่นโดยหยิบเอาแง่มุมเรื่องราวของความรักมาเป็นหัวใจสำคัญ และจะเป็นอย่างไรถ้าในพาร์ทของแอ็คชั่นมีความโรแมนติคผสมผสานอยู่

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นของไทยเอง หรือต่างประเทศ แม้แต่หนังของเฉินหลง บรูซ ลี เราแทบไม่เคยเห็นหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนที่หยิบเอาประเด็นเรื่องความรักมานำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังแอ็คชั่นแบบMARTIAL ARTS ที่เน้นเรื่องศิลปะการต่อสู้ในสมัยนี้ เราไม่ได้กำลังพูดถึงหนังแอ็คชั่นยิงปืนแบบจอห์น วูนะ พูดได้ว่าไม่มีหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนเลยที่พูดเรื่องความรัก โดยเฉพาะประเด็นความรักระหว่างหนุ่มสาว

 และเมื่อนึกถึงว่านี่คือหนังแอ็คชั่นที่มีจีจ้าเป็นนักแสดงนำด้วยแล้ว ไม่มีข้อกังขาอื่นใดเลยเพราะพูดได้ว่าจีจ้ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมเพียงพอที่จะเล่นหนังรักได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่วัยของจ้าเองซึ่งในช่วงวัยที่จะพูดเรื่องความรัก”

ภายใต้คอนเซ็ปท์ที่ว่าในทุกๆความรักย่อมต้องมีการต่อสู้ และในทุกๆการต่อสู้ล้วนมีความรักที่แฝงเร้นเป็นแรงผลักดัน จึงทำให้โปรเจ็คต์ย่างก้าวที่2ของจีจ้า ญาณินดื้อสวยดุ มีความเป็นหนังแอ็คชั่น-โรแมนติคอย่างเต็มตัวพร้อมกับที่แฟนๆจะได้เห็นแง่มุมความรักผ่านพัฒนาการทางด้านการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดงสาวอย่างจีจ้าอย่างแน่นอน

“ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องที่2ของจีจ้า เราจะได้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านการแสดงที่เติบโตขึ้น ตัวละครที่มีความเป็นสาวขึ้นของตัวจีจ้า การนำเสนอประเด็นแง่มุมเรื่องความรักของตัวละครซึ่งจะถูกนำมาผสมผสานหลอมรวมเข้ากับแอ็คชั่นของภาพยนตร์ที่นำเอาศิลปะการต่อสู้ที่มีรูปแบบและดีไซน์ที่หยิบจับเอาไลฟ์สไตล์ และวิถีของความเป็นวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการแต่งตัว แฟชั่น ดนตรี มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสีสันและนำเสนอในภาพยนตร์”

โดยมี 2 เรี่ยวแรงสำคัญผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของแอ็คชั่นฮีโร่หญิงเจ้าของสโลแกน เล่นจริง เจ็บจริง ของจีจ้า จากภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลต กลับมาแท็คทีมกันอีกครั้งเพื่อเตรียมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ภาพยนตร์แอ็คชั่นโรแมนติคที่แน่นอนว่าเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบและดีไซน์ของฉากแอ็คชั่นการต่อสู้ที่จะปรากฎขึ้นในภาพยนตร์ ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับ ผู้ควบคุมงานสร้าง ปรมาจารย์แอ็คชั่นมือ1ของเมืองไทย มารับหน้าที่ควบคุมฉากการต่อสู้ และ วีระพล ภูมาตย์ฝน ซึ่งรับหน้าที่ในการออกแบบฉากการต่อสู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบคิดค้นฉากการต่อสู้รูปแบบใหม่สำหรับจีจ้าในภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะที่ทั้งพิเศษและเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีนักแสดงแอ็คชั่นหญิงคนใดในโลกภาพยนตร์นำเสนอมาก่อน รวมทั้งรูปแบบการต่อสู้ของคาซูที่ถูกคิดค้นและนำมาใช้ในภาพยนตร์ รวมไปถึงการผสมผสานรูปแบบและทักษะความสามารถทางการต่อสู้เฉพาะตัวที่มีอยู่ในตัวจีจ้าและคาซู ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในภาพยนตร์ที่เป็นย่างก้าวที่2ของจีจ้า ญาณินโดยเฉพาะ

 

 ห้าแพร่ง
9 กันยายน 2552

 

ความจริงตอนนี้มัวแต่ยุ่งกับอีกงานหนึ่ง  แต่เผอิญกำลังเห่อเครื่องสแกนเนอร์ตัวแรกของตัวเอง (เพิ่งมีเงินซื้อ ฮิ ฮิ)   ก็เลยสแกนใหญ่เลย  

 

 

ปวีณ ภูริจิุตปัญญา

ทรงยศ สุขมากอนันต์

บรรจง ปิสัญธนะกุล

ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ

แพร่่งที่ 5 ปริศนา

 

 

หนังทุกเรื่องอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
เวลาเข้าฉายหนัง

 

7 ห้องน้ำมหาภัย IN THAILAND

posted on 03 Jun 2009 09:47 by funnyclub  in Joke

 

 

 

 

 

 

 



อันจะพูดถึงเรื่องห้องน้ำแล้ว เข้าห้องน้ำที่ไหน
ก็ไม่สุขใจเท่าเข้าที่บ้านตัวเอง เพราะเราสามารถ
ทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ นั่งในท่าที่อยากนั่ง และ
ทำให้มันสะอาดเท่าไรก็ได้เท่าที่เราต้องการ
แต่ถ้าวันไหนมันจำเป็นต้องไป
เข้าห้องน้ำนอกสถานที่แล้วหละก็
วันนี้เราขอนำเสนอสุดยอดห้องน้ำมหาภัย
ของประเทศไทยให้เพื่อนๆ ได้ชม

 

 

 

 

 

 

thank you
web: www.RoiGoo.com

 

 

 

 

 


 

ประเภทที่ 1

ขี้ล่องหน เหมือนว่าคุณกำลังรู้สึกว่า ขี้
กำลังจะหลุดออกมา แต่พอคุณรีบเข้าห้องน้ำ

มันไม่ยอมออกมา อยากมาก็แค่ ตดออกมา 3-4 ครั้ง

แล้วก็หายไป

ประเภทที่ 2

ขี้สะอาด เป็นประเภทที่คุณขี้ออกไปแล้ว

แล้วคุณก็เห็นมันลอยอยู่บนชักโคก

แต่พอลองมองกระดาษเช็ดก้นที่ใช้ไปแล้ว

เอ่อมันยังสะอาดอยู่

ประเภทที่ 3

ขี้เปี้ยก เป็นประเภทที่เราเช็ดก้นเป็น 10 ๆ รอบแล้ว

แต่เรารู้สึกเหมือว่าไม่ได้เช็ด หรือเช็ดยังไงก็ไม่สะอาด

ประเภทที่ 4

ขี้ระรอก 2 จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

เราขี้เสร็จไปแล้ว กำลังดึงกางเกงขึ้น
จะใส่อยู่แล้ว แต่ทันใดนี้เองก็รู้สึกนี้ขึ้น 

ประเภทที่ 5

ขี้เลือดขึ้นหน้า เป็นอาการปวดขี้แบบ สุดโต้ง

เกินที่คนจะทนรับได้ นั้นไงมันกำลังจะออกมาแล้ว !!!!!

ประเภทที่ 6

ขี้ทอนซุงยักษ์ เป็นขี้ท่อนใหญ่ชนิดพิเศษ

เวลาคุณก้มมองดูแล้ว เกิดความรู้สึกว่า

โอ้ว โอ้ว โอ้ว หน้ากลัวจังเลย

ประเภทที่ 7

ขี้ดอกสว่าง มันจะทำให้รูก้นแสบสรรค์ สะท้านทรวง
จนคุณต้องบิดตัวไปมาด้วยความเร้าร้อน

เมื่อไรจะสุดสักที่ว่ะ

ประเภทที่ 8

ขี้ต่องแต่ง เป็นอาการที่

ขี้ ปฏิเสธที่จะหล่นลงมา

แม้ว่าคุณจะปล่อยจนสุดแล้วก็ตาม

จนคุณต้องสะบัดสะโบก 2-3 ครั้ง

เพราะหวังว่ามันจะหลุดออกจากขั้วก้นสักที่

สุดท้าย ขี้ประหลาดใจ

เป็นขี้ที่ทำให้เราประหลาดใจมากที่สุด

เพราะคุณคิดว่าคุณแค่ตดเฉยๆ

โอ้วพระเจ้า ขี้ ชัด ชัด ขี้แตก

แล้วพวกคุณละ เคย ขี้ แบบไหนกันมามั้งแล้ว

เราสู้กันฟังมั่งนะ 5555

 

 

 

 

 

 

 

 

T.F.O.A

 

 

 

 

 



9 สุดยอดสัตว์มีพิษ ที่อันตรายที่สุดในโลก!! (ไทยรัฐ)

          ด้วยเทคโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ทำให้ภาพของการล่าเนื้อของสัตว์ใหญ่อย่าง สิงโต หรือ เสือ เป็นภาพที่เลือนลางไปจากสังคม มนุษย์เราสามารถใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอันตรายจากสัตว์ใดๆ

          อย่างไรก็ตามแม่เราจะหลีกพ้นจากสัตว์ใหญ่ แต่ยังมีสัตว์เล็กมากมายที่มีพิษร้ายแบบที่คุณประมาทไม่ได้ เพราะหากคุณประมาทมันอาจสร้างความสูญเสียฝห้กับคุณอย่างมหาศาล ทัั้งต่อร่างกายและชีวิต


          วันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" มี 9 อันดับสัตว์มีพิษที่อันตรายที่สุดในโลก มาฝาก

Puffer Fish - ปลาปักเป้า



  อันดับ 9 Puffer Fish - ปลาปักเป้า

          ปลาปักเปา คือสัตว์มีพิษที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเปาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูกุ" ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า "บ๊อค ฮัง")โดยเนื้อปลาปักเป้านั้นจริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวกผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้านั่นเอา แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้าต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที

Poison Dart Frog - กบลูกดอก



  อันดับที่ 8 Poison Dart Frog - กบลูกดอก

          กบลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าฝนในทวีปอเมริกากลาง และ ใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม ( เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆ ได้ พิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอก

Inland Taipan -งูไทปันโพ้นทะเล



  อันดับที่ 7 Inland Taipan -งูไทปันโพ้นทะเล

          งูไทปันถูกพบได้มากในทวีปออสเตรเลีย เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภายใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมัน

The Brazilian wandering spider - แมงมุมบราซิล



  อันดับที่ 6 The Brazilian wandering spider - แมงมุมบราซิล

          แมงมุมบราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันดึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่า เป็นแม่งมุมที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมาก เพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และ ถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

Stonefish - ปลาหิน



  อันดับ 5 Stonefish - ปลาหิน

          ถ้าแข่งกันในเรื่องของความสวยงามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก้อ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆ แล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด

Death Stalker Scorpion -แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์


  อันดับที่ 4 ได้แก่ Death Stalker Scorpion -แมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์

          แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่.....มันไม่ใช่สำหรับแมงป่องพันธุ์ เดธท์ สตอลเกอร์ เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อเด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ

Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน



  อันดับที่ 3 Blue-Ringed Octopus - ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน

          ปลาหมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาดที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอล์ฟเท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญมันยังไม่มียาแก้พิษ ถ้าโดนปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่าพิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอ และคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบหายใจการจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด

Marbled Cone Snail -หอยเต้าปูนลายหินอ่อน



  อันดับที่ 2 Marbled Cone Snail -หอยเต้าปูนลายหินอ่อน

          หอยเต้าปูน ตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันนะเหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆ แล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลยนะครับ แค่ดูมันอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบการหายใจเริ่มล้มเหลว  ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้น ที่ตายเพราะหอยเต้าปูน

King Cobra - งูจงอาง



  อันดับที่ 1 King Cobra - งูจงอาง

          งูจงอาง หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!!  นั่นหมายความว่า มันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ  และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง  ที่สำคัญ มันพบได้ทั่วไป ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย

 

ตำนาน เป่า ยิ้ง ฉุบ

posted on 19 May 2009 15:13 by funnyclub  in Variety

 

 

 

 

 

เป่า ยิ้ง ฉุบ ยังไม่ทราบที่มาว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศใด
ทราบแต่ว่าเกมส์นี้มีเล่นกันในประเทศเอเชียหลายประเทศ
แต่มีชื่อเรียกและวิธีเล่น และการตัดสินแตกต่างกันไป

คนไทย เรียก เป่า ยิ้ง ฉุบ

ฆ้อน
rock.JPG (5242 bytes)
ฆ้อนทุบกรรไกร

กระดาษ
paper.JPG (6143 bytes)
กระดาษห่อฆ้อน

กรรไกร
scis.JPG (5486 bytes)
กรรไกรตัดกระดาษ


คนสิงคโปร์ เรียก ชุ่ม ชุ่ม พัท

มังกร-จีบนิ้วทั้ง 5
bird.JPG (5928 bytes)
มังกรดื่มน้ำ มังกรชนะ

ก้อนหิน-กำมือ
rock.JPG (5242 bytes)
ก้อนหินฆ่ามังกร ก้อนหินชนะ

น้ำ-หงายฝ่ามือขึ้น
paper.JPG (6143 bytes)
น้ำทำให้ก้อนหินจม  น้ำชนะ

คนเกาหลี เรียก ไค โพ ไพ คนญี่ปุ่นเรียก เจน เคน ปูน
ทั้งสองประเทศนี้เล่นเหมือนกันกับไทย
ประเทศที่มีรายละเอียดมากเห็นจะเป็นมาเลเซีย

เรียก วัน ทู ซุม

นก
bird.JPG (5928 bytes)
นกดื่มน้ำ นกชนะ

  ก้อนหิน
rock.JPG (5242 bytes)
หินขว้างนก หินชนะ
หินทุบกระดาน หินชนะ

ปืน
gun.JPG (6612 bytes)
ปืนยิงหิน ปืนชนะ
ปืนยิงนก ปืนชนะ

กระดาน
five.JPG (6274 bytes)
กระดานลอยน้ำ
กระดานชนะ

น้ำ
paper.JPG (6143 bytes)
น้ำทำปืนเปียกน้ำชนะ
น้ำทำให้หินจมน้ำชนะ

ที่จังหวัดสงขลา เรียก วัน ตู ส้ม (มี นก น้ำ หิน กรรไกร)
คล้ายๆกับ วัน ทู ซูม ของมาเลเซีย
แต่ที่จ.สุราษฎร์ธานี เรียก ชี โพ่ง ที่โคราช (จ.นครราชสีมา) เรียก โอโป้ง  
ส่วนทางเหนือ เรียก โต โป้งมี กรรไกร  ค้อน  กระดาษ
เหมือนเป่า ยิ้ง ฉุบ ทุกอย่างเพียงแต่เรียกต่างกันตามภาษาท้องถิ่นเท่านั้นเอง

kid2.JPG (11672 bytes)  kid1.JPG (12161 bytes)
และฝรั่งก็เพิ่งมาหัดเล่นตามคนเอเชีย คือมี
กรรไกร scissors  ก้องหิน rock และกระดาษ paper
ใครมีชื่อเรียก และวิธีเล่นแปลกๆต่างไปจากนี้เขียนมาเล่าให้เพื่อนฟังบ้างนะ

 

 

 

เห็นพูดกันเยอะเรื่องการคุมกำเนิด แต่ถามหน่อยเถอะ จะมีใครที่รู้จักเรื่องนี้ดีจริงๆถ้าไม่รู้  ก็ต้องศึกษาให้รู้ เพราะจะได้ไม่ก้าวไปสู่ปัญหาท้องไม่ตั้งใจ
ว่าไปแล้ว 
วิธีการคุมกำเนิดจริงๆ มีอยู่ 3 ประเภท คือ
1. วิธีธรรมชาติ
2. วิธีขวางกั้น
3. ใช้ฮอร์โมน

ฟังดูงงๆ  แต่ไม่ยากที่จะเข้าใจหรอก

1. วิธีธรรมชาติ
วิธีธรรมชาติ
ที่เขาพูดกันน่ะ เป็นวิธีแบบว่าไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก แค่บังคับร่างกายให้ดี อย่าง การหลั่งข้างนอก ก็เป็นวิธีหนึ่ง

แต่วิธีนี้ต้องอาศัยฝ่ายชายล้วนๆ  คือที่รักของเราจะต้องถอนอวัยวะของเขาให้ออกมาหลั่งข้างนอกช่องคลอดเมื่อกำลังจะถึงจุดสุดยอด ขณะที่เราทั้งคู่กำลังมีเซ็กซ์กัน วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเพียงแค่ 70% จึงมีข้อเสียตรงที่ยังมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ในระดับที่สูงอยู่

เสี่ยงยังไงนะหรือ ก็ตรงที่ฝ่ายชายต้องใช้การควบคุมอารมณ์อย่างมากนะสิ ดังนั้นก่อนหน้าที่จะมีการหลั่งอาจมีตัวอสุจิปนมากับน้ำหล่อลื่นและหลุดเข้าไปผสมกับไข่ได้ทุกเมื่อ นั่นแหละอันตรายสุดๆ

วิธีต่อมาต้องอาศัยฝ่ายหญิง  นั่นคือ การนับยอดฮิต ที่เขาเรียกกันว่า “หน้า 7 หลัง 7”
ส่วนใหญ่คิดว่าเข้าใจดี แต่หลายคนก็เข้าใจผิดมานักต่อนัก และพลาดพลั้งตั้งครรภ์จากการนับผิดนี่แหละ
การนับที่ว่าก็คือการนับรอบเดือน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมา จนถึงวันก่อนมีประจำเดือนครั้งต่อไป (รอบเดือนโดยเฉลี่ยคือ 28 วัน) ซึ่งวิธีนี้เราต้องหัดสังเกตรอบเดือนของตนเองและจดบันทึกทุกเดือน ถ้าสม่ำเสมอก็จะใช้ได้ผล แต่ถ้าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอก็จะมีความเสี่ยงการตั้งครรภ์สูง

แต่ถ้าคิดว่ารอบเดือนมาสม่ำเสมอ คราวนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับวิธีนับ ที่เขาว่า นับหน้า 7 ความหมายก็คือให้นับล่วงหน้า 7 วัน ก่อนวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมา ส่วนนับหลัง 7 ให้นับตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนมาเป็นวันที่หนึ่ง และนับต่อไปอีก 6 วัน จะรวมเป็น 7 วันพอดี

ขอบอกว่า การนับหลัง 7 นี่แหละที่ทำให้คนพลาดมาเยอะ เพราะดั๊นไปเข้าใจผิดว่า นับจากวันสุดท้ายของการมีประจำเดือน!!!
สำคัญคือ ต้องนับให้ถูก ถ้านับถูกต้องนะ วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพแค่ 75%
แถมยังมีข้อเสียอยู่ตรงที่  ต้องมีวินัยในตนเองสูงเนื่องจากต้องคอยนับและจดบันทึกรอบเดือนในแต่ละเดือน

 

2. วิธีขวางกั้น
นอกจากวิธีธรรมชาติแล้ว การคุมกำเนิดยังมีอีกวิธีคือ วิธีขวางกั้นเป็นการขวางกั้นด้วยถุงยางอนามัยไงล่ะ นับเป็นวิธีที่ถือว่าปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ และการตั้งครรภ์ เนื่องจากถุงยางอนามัยจะป้องกันไม่ให้อสุจิหลุดเข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิง

แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ฝ่ายชายโดยเฉพาะวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยใส่ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง วิธีการใส่ที่ถูกก็คือต้องบีบปลายถุงยางไล่อาการก่อน จากนั้นจึงสวมแล้วรูดให้สุดโคน เมื่อผู้ชายหลั่งน้ำอสุจิเสร็จแล้ว ต้องรีบดึงถุงยางออก โดยระวังไม่ให้น้ำอสุจิเลอะเทอะออกมาภายนอก อย่าคิดประหยัดนำมาใช้ซ้ำล่ะ เขาห้ามเด็ดขาด แถมยังห้ามใช้ร่วมกับน้ำหล่อลื่น ต้องใช้กับสารที่ออกแบบมาให้ใช้กับถุงยางอนามัยโดยเฉพาะ แถมยังห้ามใช้กับสารหล่อลื่นประเภทน้ำมันด้วย เพราะจะทำให้ถุงยางฉีกขาดเลยนะ

วิธีนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกัน 98% แต่ก็มีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ เจ้าถุงยางอนามัยนี้อาจฉีกขาด หรือหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้ ถ้าเกิดหลุดหรือฉีกขาดก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะทางแก้ยังมีนั่นคือ ต้องรีบรับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ให้เร็วที่สุด

3. การใช้ฮอร์โมน
นอกจากการป้องกันโดยวิธีธรรมชาติ และวิธีขวางกั้นแล้ว อีกวิธีที่ป็อบปูล่ามากๆ ก็คือ  การใช้ฮอร์โมน มีหลายแบบด้วยนะ ทั้งแบบการรับประทาน ,ยาฉีด,แผ่นแปะ ,ห่วงคุมกำเนิดหรือห่วงอนามัย IUDs และยาคุมฉุกเฉิน

ที่ฮอตสุดๆ ก็คือ การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพถึง 99.7% !!!

ในปัจจุบันมียาเม็ดคุมกำเนิดหลากหลาย แล้วจะเลือกอย่างไร อันนี้ต้องรู้นะ ...
จากข้อมูลแล้วว่ากันว่า ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานนั้นมีสองประเภท คือ ชนิดฮอร์โมนรวม และชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจน  อย่างเดียว

ต่างกันอย่างไรนะหรือ?  จำง่ายๆ ก็แล้วกันว่า ชนิดฮอร์โมนรวม ก็คือ ยาคุมกำเนิดที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน  ซึ่งมีทั้งแบบฮอร์โมนคงที่ และฮอร์โมนแตกต่างกันในแต่ละเม็ด 1 แผง จะมี 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด (21 เม็ดเป็นฮอร์โมน อีก 7 เม็ดเป็นแป้งรับประทานทุกวันเพื่อกันลืม)

ข้อดีของยาคุมกำเนิดนอกจากป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว  ยังมีคุณประโยชน์อื่นๆ ตามมาด้วย เช่น ช่วยรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ  ลดอาการปวดประจำเดือน ใช้เลื่อนประจำเดือน ไปจนถึงลดภาวะโลหิตจาง

บางชนิดที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย  ยังมีข้อดีในแง่ความสวยงามนั่นคือ ช่วยลดการเกิดสิว ผิวหน้ามัน และใครที่มีปัญหาขนขึ้นดกตามตัวอันเกิดจากการทำงานผิดปกติของรังไข่

ขณะที่ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียว จะเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระยะให้นมบุตร หรือผู้ที่ถูกห้ามไม่ให้ใช้ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ผู้ที่เป็นโรคปวดศรีษะไมเกรน  หรือมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตัน  และภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ 

แต่ข้อเสียของยาชนิดหลังสุดนี้ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำ และมักจะทำให้เกิดอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยร่วมด้วย

ยาเม็ดคุมกำเนิดสมัยใหม่ ไม่สิว ไม่อ้วน

  • กินยาคุมแล้วกลัวอ้วน อันนี้ขอบอกว่า ยาคุมไม่มีผลกับน้ำหนักตัว แต่ที่บางคนรู้สึกว่าดูตัวบวมๆ นั้น มีเหตุผลที่เขาอธิบายว่า เป็นเพราะเกิดอาการบวมน้ำ อันนี้เกิดจากร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากไป เราสามารถเลือกได้เหมือนกัน โดยต้องเลือกยาคุมที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสโตเจนบางตัวที่จะต้านอาการคั่งของน้ำ หรือจะเลือกตัวที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจนในสัดส่วนที่ต่ำก็ได้
  • ถ้าจะกินยาคุมเพื่อแก้ปัญหาหน้ามัน สิว และขนดก ร่วมไปกับการคุมกำเนิดก็สามารถนะ แต่ต้องเลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนต้านฮอร์โมนเพศชายจึงทำให้อาการพวกนี้ลดลงได้
  • ตั้งใจกินยาคุมเพื่อแก้ปัญหาช่วงนั้นของเดือน แบบว่า มีคนพูดกันเยอะว่า การกินยาคุมกำเนิดช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ซึ่งมีผู้หญิงเป็นกันเยอะ นั่นก็เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าอยากลดอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีรอบเดือน (PMS) อาทิ หงุดหงิด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนง่าย ความอยากอาหารผิดปกติ เจ็บคัดตึงหน้าอก ท้องอืด มือเท้าบวม ฯลฯ เขาให้เลือกยาคุมประเภทที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนรุ่นใหม่ที่มีส่วนผสมของโปรเจสโตเจนรุ่นใหม่ที่ใกล้เคียงกับฮอร์โมนในร่างกาย ก็จะช่วยลดปัญหาได้

โปรดอย่าลืม : บางคนอาจงงกับการเลือกยาคุม ทางที่ดีที่สุดนะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่ายาแต่ละชนิดมีส่วนผสมของอะไร และให้ผลตามที่ต้องการได้หรือเปล่า เพราะไม่ใช่ทุกแบบจะเหมาะกับทุกคน ต้องดูสุขภาพของเราด้วย ควรขอคำแนะนำในเรื่องการใช้ยาที่ถูกต้องพ่วงไปด้วยซะเลยนะ จะได้ผลตามที่ตั้งใจ หรือจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีชื่อเสียงมายาวนานก็จะมั่นใจได้อีกระดับหนึ่ง

เป็นโรคอะไรบ้างที่ต้องใช้ยาคุมอย่างระวัง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้!

  • โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง
  • ระบบไขมันในร่างกายผิดปกติ
  • โรคที่เกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด
  • โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
  • โรคถุงน้ำดี
  • มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตขึ้นกับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • เลือดออกผิดปกตากโพรงมดลูก โดยยังไม่ทราบสาเหตุ
  • โรคลมชัก
  • โรคไมเกรน
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • ในผู้สูบบุหรี่ก็ควรต้องปรึกษาแพทย์
  • ห้ามใช้ยาขณะตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ดังนั้นในรายที่ประจำเดือนไม่มา ควรไปตรวจให้          แน่ใจก่อนที่จะเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ในผู้ที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานก็เป็นอีกกลุ่มที่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาคุม

นอกจากนี้ยาคุมกำเนิดยังมียาฉีดคุมกำเนิดด้วยนะ วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงถึง 99.95%
เป็นการฉีดสารสังเคราะห์ที่ได้มาจากฮอร์โมนโปรเจสโตเจน ที่ต้องฉีดทุกๆ 3 เดือน เป็นรอบแบบนี้เพราะทำให้ยับยั้งการตั้งครรภ์โดยเจ้าสารที่ว่าจะเข้าไปบล็อกการทำงานของรังไข่ และหยุดการเคลื่อนไหวของสเปิร์มเอาไว้ แถมยังก่อกวนการฝังตัวของไข่ที่ผนังมดลูกในกรณีเกิดการปฏิสนธิกันไปแล้วด้วย

วิธีนี้ข้อดีคือ มีประสิทธิภาพสูง โดยไม่ต้องคอยกังวลเกี่ยวกับการรับประทานยาทุกวัน
แต่ข้อเสียคือ ประจำเดือนอาจมาไม่ปกตินะ อาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอย เพราะฮอร์โมนจะไปสู้รบการทำงานของประจำเดือน  ว่ากันว่าบางรายอาจน้ำหนักขึ้น ปวดศรีษะ กระวนกระวาย ซึมเศร้า  หากใช้นานเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป อาจทำให้กระดูกผุได้ และหากจะคิดกลับลำอยากมีบุตรซะงั้น อาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ปีหลังจากเลิกฉีดยาเชียวนะ ถึงจะมีบุตรได้

แผ่นแปะคุมกำเนิด ก็เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ 99.7 %
แบบนี้สามารถใช้แปะที่ สะโพก หน้าท้อง ต้นแขน แผ่นหลังช่วงบน ห้ามแปะบริเวณหน้าอกนะ  เมื่อแปะแผ่นยาแล้วตัวยาจะค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด 

สำคัญกว่าการใช้ง่ายก็คือ ต้องรู้จักวิธีใช้ด้วย  เพราะจะว่าไปวิธีนี้ไม่ยาก แต่ต้องมีเทคนิคเหมือนกัน นั่นคือ ต้องแปะแผ่นคุมกำเนิดในวันแรกที่รอบเดือนมา แปะเอาไว้ 1 สัปดาห์โดยไม่ต้องเอาออก (1 แผ่นต่อ 1สัปดาห์)

เมื่อครบสัปดาห์แล้ว เปลี่ยนแผ่นแปะอันใหม่ในบริเวณเดิมไปอีก 1 สัปดาห์ พอขึ้นสัปดาห์ที่ 3 ก็ทำเช่นเดิมอีก แต่พอสัปดาห์ที่ 4 ให้หยุดแปะไป 7 วัน และช่วงนี้แหละจะเป็นช่วงที่รอบเดือนมา พอครบ 7 วันแล้วจึงเริ่มแปะแผ่นที่ 1 ของเดือนต่อไป

สรุปแล้ว 1 เดือนเราต้องแปะแผ่นคุมกำเนิด 3 แผ่นในเวลา 3 สัปดาห์ ใช้ง่ายแต่จำเยอะหน่อย
แต่วิธีนี้อาจมีข้อเสียตรงที่ มีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากแผ่นแปะมีราคาค่อนข้างสูง แถมยังมองดูเหมือนส่วนเกินบนร่างกาย คนผิวแพ้ง่ายอาจจะเกิดการระคายเคือง และวิธีนี้อาจเกิดหลอดเลือดดำอุดตันมากกว่าวิธีอื่น

ห่วงคุมกำเนิดหรือห่วงอนามัย IUDs แบบนี้จะมีลักษณะเหมือนตัว T ต้องให้แพทย์ใส่ในขณะมีประจำเดือน โดยจะใส่ห่วงคุมกำเนิดในมดลูกเพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน เหมาะกับการคุมกำเนิดในระยะยาว ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99.9%

วิธีนี้จะมีห่วงหน่อยก็ตรงที่ต้องตรวจด้วยตนเองทุกเดือนว่าห่วงคุมกำเนิดยังอยู่หรือไม่ เพราะเจ้าห่วงนี้มันสามารถหลุดเองได้ และอาจเกิดอันตรายด้วยนะหากไม่ปรึกษาคุณหมอ

ข้อดีของห่วงคุมกำเนิด เขาว่า เป็นวิธีที่ได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องจำวันฉีดยาหรือการกินยาให้ปวดเศียรเวียนเกล้า แถมผลข้างเคียงยังต่ำอีก
ส่วนข้อเสีย  ต้องทำใจกับอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนมามาก วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยมีบุตรไงล่ะ

http://www.mylovemycontrol.com/c1.htm