Health

ปั๊มลูกชายทำยังไง

posted on 15 May 2009 10:22 by funnyclub  in Health

 

 

 

 

 

เด็กชาย ลูกชาย



ปั๊มลูกชายทำยังไง (กรุงเทพธุรกิจ)

          มีเสียงเรียกร้องให้ตอบคำถามอีกครั้งว่า ทำอย่างไรหนอถึงได้มีลูกชายไว้เชยชมสมใจ "ลอร่า" ถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ ตามที่ลองปฏิบัติมา

          เกริ่นไว้ก่อนเลยนะคะว่า การเป็นพ่อแม่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้มีอำนาจตัดสินชีวิตตัวเอง หรือชีวิตลูกเสมอไป ฟ้าสวรรค์อาจสร้างและกำหนดเพศของลูกมาให้เราไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับเรามากกว่าที่เราคิด เพียงแต่เราไม่สามารถรู้เห็นได้ในวันนี้เท่านั้นเอง วันข้างหน้าเราอาจเห็นดีเห็นงามก็ได้

          มีลูกเพศไหนก็มีความสุขและขอให้สนุกกับการเลี้ยงลูก ณ วันนี้ให้เต็มที่ดีกว่า

          ส่วนวิธีการเลือกเพศด้วยวิธีธรรมชาตินั้น ลอร่าเคยนำเสนอไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน และมาบัดนี้ก็ได้ลูกชายสมใจจริงๆ จึงขอตอบตามที่ได้ลองปฏิบัติมา

          อย่างแรกคือ ข้อสังเกตบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของพ่อแม่ที่ส่งผลในการมีบุตรเพศชายหญิง หมายความว่ารายละเอียดในการใช้ชีวิตต่างกันส่งผลกำหนดเพศลูกชายลูกสาวได้ ซึ่งสิ่งสำคัญในการที่จะทำให้สเปิร์ม  X หรือ Y ได้วิ่งไปเข้าวินก่อนอีกฝ่ายหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้คือ

          หนึ่ง "การสร้างสภาวะแวดล้อมของช่องคลอด" สอง "จังหวะโอกาสในช่วงของการมีเพศสัมพันธ์" รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องคือเรื่องของ สาม "สุขภาพที่แข็งแรงของฝ่ายชาย"

          ทางการแพทย์ได้วิเคราะห์ว่าสุขภาพของคุณผู้ชายที่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะส่งผลไปถึงสุขภาพของอสุจิทุกตัวโดยเฉพาะ "คุณสเปิร์ม Y" ด้วยเริ่มต้นที่ "การสร้างสภาวะแวดล้อมของช่องคลอด" เพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงของสเปิร์ม X หรือ Y ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้หญิงโดยตรง สามารถทำได้ 2 แบบคือ สภาวะแวดล้อมชั่วคราว แบบที่สองคือ สภาวะแวดล้อมถาวร

          สภาวะแวดล้อมชั่วคราว เช่น เมื่อเราอยากให้ช่องคลอดของเรามีสภาวะเป็นกรดในวันที่จะร่วมเพศ ก็ให้สวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 ลิตร แต่ถ้าอยากให้ช่องคลอดของเรามีสภาวะเป็นด่างก็ต้องใช้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับกรดน้ำส้มสายชูไปโลดเลยค่ะ ซึ่งก็คือ ผงฟูหรือเบ็กกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 ลิตร ควรผสมทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนใช้ อย่างนี้ก็คือการเสกให้เปลี่ยนสภาวะได้ภายในพริบตา แต่คงอยู่เพียงชั่วคราว

          ส่วนการเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมของช่องคลอดแบบถาวรนั้นก็มีหลายวิธี คือ การทานอาหารเพื่อให้ร่างกายปรับสภาวะเป็นกรดหรือด่าง การเกิดอาการของโรคบางอย่างที่ทำให้ร่างกายปรับสภาวะไปเป็นกรดหรือด่าง เป็นต้น

          คุณหมอนิศารัตน์ กษัตรี แห่งโรงพยาบาลสมิติเวช ได้กรุณาแนะนำลอร่ามาว่า มีสูตรอาหารของคุณหมอปาปา เป็นแพทย์จากคลินิกชื่อ พอร์ต-รอยัล ในปารีส ได้ให้ไว้ สูตรอาหารที่จะสร้างให้ร่างกายมีสภาวะเป็นกรดเป็นด่างก็ต่างกันไป ซึ่งฝ่ายหญิงต้องอาศัยการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนครึ่ง ดังนี้

          อาหารที่ทำให้ร่างกายและช่องคลอดมีสภาวะเป็นด่าง เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนฝีเท้าของสเปิร์มเพศชายได้เป็นอย่างดีก็คือ เกลือโซเดียม และโปตัสเซียม จะช่วยปรับความเป็นกรดด่างในร่างกายของคุณให้เหมาะสมกับการปฏิสนธิลูกชาย โซเดียมมีมาในเกลือ บ๊วยเค็ม น้ำปลาปนเกลือ ของจิ้มพริกกับเกลือ  ปลาทะเล ปลาเค็ม ปลาแห้ง ปลากรอบ เนื้อต่างๆ เช่น เนื้อเค็ม

          ส่วนโปตัสเซียมมีมากในน้ำผลไม้สด  อาหารต้องห้ามก็มีนะคะ นั่นคือ ผักสีเขียว กุ้งทะเล ปูทะเล หอยต่างๆ ถั่วทุกชนิด ไข่ทุกประเภท นม เนย และผลิตภัณฑ์แปรรูปนมเนยทุกชนิด

          อาหารที่อยู่ลักษณะตรงข้ามกันซึ่งเมื่อฝ่ายหญิงทานเข้าไปแล้วก็ทำให้ร่างกายและช่องคลอดเกิดสภาวะเป็นกรดเพื่อกันสเปิร์มเพศชาย  แต่ส่งเสริมสเปิร์มเพศหญิง ก็คือ แร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปฏิสนธิลูกสาว แคลเซียมมีมากในนมเนยและผลิตภัณฑ์แปรรูปนมเนย เช่น โยเกิร์ต ชีส นมเปรี้ยว  แมกนีเซียมมีมากในผักสีเขียวสด

          และที่เป็นอาหารต้องห้ามก็คือ อาหารเนื้อสัตว์ที่มากเกิน เนื้อสัตว์ที่เค็ม รวมทั้ง เบคอน ปลาเค็ม อะไรก็ตามที่แห้งหรือบรรจุกระป๋อง ขนมปังที่ใส่ผงฟูหรือยีสต์ ผลไม้ที่ใส่เกลือ  และน้ำผลไม้ทุกชนิด รวมทั้งผลไม่ประเภท กล้วย ส้ม สับปะรด องุ่น นอกนั้นพอได้  

          เรื่องที่สอง "จังหวะโอกาสในช่วงของการมีเพศสัมพันธ์" อยากมีลูกชายควรอยู่ร่วมกันทางเพศในระยะที่ใกล้นาทีไข่ตกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันไข่ตกทราบได้จากการวัดอุณหภูมิในร่างกายว่าตัวอุ่นๆ การตรวจดูมูกที่ปากมดลูกซึ่งจะมีลักษณะเหนียวยืดคล้ายไข่ขาว หรือจะซื้อชุดตรวจวันไข่ตกมาทดลองก็ได้

          และการงดอยู่ร่วมกันทางเพศล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็น ควรงดเด็ดขาดตั้งแต่เริ่มต้นรอบเดือน จนกว่าจะถึงวันไข่ตก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการสะสมจำนวนสเปิร์มให้มีปริมาณสูงสุด ซึ่งอาจช่วยให้ได้ลูกชายตามปรารถนา และฝ่ายชายควรสอดอวัยวะเพศชายให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยส่งสเปิร์มให้อยู่ใกล้ปากมดลูกมากยิ่งขึ้น 

          แล้วหากอยากได้ลูกสาวก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันทางเพศในวันไข่ตก รอให้ห่างออกมาหน่อยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องงดเว้นการอยู่ร่วมกันทางเพศ  และฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องสอดให้ลึกก็ได้

          เรื่องสุดท้ายแต่สำคัญยิ่งคือ "สุขภาพที่แข็งแรงของฝ่ายชาย" เพราะสุขภาพของคุณผู้ชายที่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะส่งผลไปถึงสุขภาพของอสุจิทุกตัว อสุจิที่มีสุขภาพดี แข็งแรงก็จะสามารถว่ายแหวกผ่านด่านอรหันต์ในช่องคลอดของเราเข้าไปเจาะไข่ได้ง่ายขึ้น

          ดังนั้น การบำรุงกำลังให้ลูกบ้านของฝ่ายชายแข็งแรง ก็คือ การให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ออกกำลังกายบ้าง และทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพลูกบ้านประเภท หอยนางรม น้ำมะเขือเทศ และยิ่งถ้าอยากได้เพศชายล่ะก็ ผักพื้นบ้านของไทยที่ชื่อว่า "ผักปลัง" คือยอดพระเอกเลยหละ ทานดูจะรู้ว่ามันทั้งเหนียว ยืด และเหม็นเขียว

          คุณหมอลลิตา ธีระสิริ แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี แนะนำลอร่ามาว่ายิ่งทานยิ่งบำรุงลูกบ้านผู้ชาย งานนี้ก็ต้องลองซะหน่อย อิอิ ผัดไฟแดงก็อร่อย ผัดน้ำมันหอยก็เด็ดค่ะ ลองมาแล้ว คุณหมอเกลียวพันธ์ สูตะพันธุ์แห่งมูลนิธิบ้านชัยพฤกษ์ก็กรุณาแนะนำเพิ่มเติมมาด้วยว่า ให้คุณผู้ชายรับประทานวิตามินบำรุงร่างกายเสียหน่อยนะคะ สัปดาห์ละ 3 วันก็พอ 

          สุดท้ายนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าบางครั้งความเป็นไปได้ก็อาจเกิดขึ้นจากความเป็นไปไม่ได้ เช่น บางคนได้ลูกชายในเดือนที่มีทำกิจกรรมกันแสนจะถี่และไม่ใช่ในวันไข่ตก  บางคนบอกว่า ได้ลูกชายในช่วงที่เหนื่อยอ่อน  บางคนบอกว่าได้ลูกสาวในวันที่ไข่ตก อย่างนี้ก็มีเป็นตัวอย่างนะคะ

          ได้ผลหรือไม่ก็อย่าลืมสิ่งสำคัญนะคะ  คือ  อย่าเคร่งเครียด  และการทำใจเป็นกลางและยอมรับกันและกันให้ได้ตั้งแต่ต้นก่อนว่า "ไม่ว่าจะเพศใด ลูกก็คือของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับมา"

กินวิตามินซี ดีมั้ย ?

posted on 27 Mar 2009 09:23 by funnyclub  in Health

 

 

 

 

 


ตอนเด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อและหลายรส ทำมาจากอะไร หรือมีประโยชน์อย่างไร

ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ "X-RAY สุขภาพ" จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสังเคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย

ถามว่าวิตามินซีชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้

โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า "ธรรมชาติ หรือ Natural" ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า "ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees" แทน

สำหรับความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง

อาหารที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย

นอกจากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ "ปลาทะเลดิบ" มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี

กลุ่มคนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึงต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อว่า "คอติซอล"

กินมากไปมีผลเสียหรือไม่ ? นพ.กฤษดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย

ส่วนอาการเตือนในช่วงแรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม

อย่างไรก็ตามไม่ต้องตระหนกอกสั่นกับ "วิตามินซีเป็นพิษ" มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง.








ข้อมูลจาก :

 

 

 

 

 



       เพราะแป้งนี่ไม่ใช่แป้งทาตัว แต่มันคือคาร์โบไฮเดรตตัวการสู่ความอ้วน คนชอบแป้งถึงได้อ้วนเอาๆ แต่ใช่ว่าคุณจะหมดสิทธิ์ผอมเสมอไป


   สูตรที่ 1 >> ลดได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม
       มื้อเช้า         ข้าวทัพพีครึ่ง กับข้าว 2 อย่าง แต่ต้องไม่ใช่แกงกะทิหรือของทอดน้ำมันเยิ้ม
       มื้อกลางวัน    ข้าว 1 ทัพพี ผัดผักใส่เนื้อสัตว์(ไม่ติดมัน) ไข่ต้ม 1 ฟอง
       มื้อเย็น          ข้าวครึ่งทัพพี แกงป่า, แกงส้ม, เกาเหลา หรือแกงจืด 1 ถ้วย

   สูตรที่ 2 >> ลดได้สัปดาห์ละเกือบ 1 กิโลกรัม
       มื้อเช้า          แซนวิชทูน่า 1 คู่ กับแอปเปิ้ล 1 ผล หรือโจ๊ก 1 ชาม กับกล้วย 1 ผล
       มื้อกลางวัน     ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชาม
                          มะละกอ 1 ถุง
       มื้อเย็น เกาเหลา 1 ชาม หรือขนมจีนแกงป่า 1 จาน

   สูตรที่ 3 >> ลดได้สัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม
       มื้อเช้า          โจ๊กไม่ใส่ไข่ 1 ชาม หรือโยเกิร์ตกับแซนด์วิชทูน่า 1 ชิ้น
       มื้อกลางวัน     เกาเหลา 1 ชาม หรือส้มตำ (ไม่ใส่ถั่ว) กับข้าวเหนียว
       มื้อเย็น          ส้มตำ หรือสลัดผักน้ำใส 1 จาน กับแอปเปิ้ล 1 ลูก

    เลือกสูตรที่คุณคิดว่าทำได้ง่ายที่สุดแล้วลองทำดู และในระหว่างการลดน้ำหนัก ต้องเดินตามกฏเหล็กเหล่านี้

    1. ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร เพื่อให้ร่างกายสดชื่นกระฉับกระเฉง

    2. ถ้าบังเอิญทานมื้อเย็นดึกกว่า 1 ทุ่ม ต้องงดทานแป้ง ให้ทานได้แค่โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วยกับแอปเปิ้ล 1 ผลเท่านั้น

    3. งดดื่มน้ำหวาน กาแฟเย็น นมเย็น น้ำผลไม้ปั่น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์













ที่มา .. spicy

วิธีปราบ "อสุจิน้อย"

posted on 21 Feb 2009 10:53 by funnyclub  in Health

 

 

 


      หากจะกล่าวว่าในปัจจุบันนี้ การที่ผู้หญิงจะเดินเข้าร้านขายยาไปซื้อยาคุมกำเนิดมารับประทานก็คงไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่นอกจากการซื้อเพื่อคุมกำเนิดแล้ว ยาคุมกำเนิดยังมีประโยชน์สำหรับพวกเธอในเรื่องของการลดความอ้วนและบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งอีกด้วย แต่ทว่าถ้าจุดประสงค์ของพวกเธอนั้นต้องการซื้อยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์จริงๆ รายละเอียดของการคุมกำเนิดมีอะไรบ้างนั้น นพ.สมศักดิ์ สุทัศวรวุฒิ สูตินารีแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า

     “จริงๆแล้วการคุมกำเนิดคือการป้องกันไม่ให้เชื้อSpermของผู้ชายผสมกับไข่ของผู้หญิงหรือหากผสมก็ป้องกันไม่ให้ไข่นั้นฝังตัวที่มดลูก ซึ่งมีวิธีการการคุมกำเนิดหรือการป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์นั้น มีอยู่2วิธีที่คือ

    1.การคุมกำเนิดชั่วคราว วิธีที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อฝ่ายหญิงและชายยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร หรือต้องการเว้นระยะเวลาการมีบุตร
    2.การคุมกำเนิดถาวร เป็นการคุมกำเนิดเมื่อไม่ต้องการบุตรอย่างถาวร เช่นการทำหมันชาย การทำหมันหญิง

     ทั้งนี้การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวนั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นประเภทอันขึ้นอยู่กับการใช้ฮอร์โมนและการไม่ใช้ฮอร์โมน การคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมนเช่น การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด ในขณะที่บางคนอาจเลือกคุมแบบการใส่ห่วงอนามัย การใช้ถุงยางอนามัย การคุมกำเนิดโดยใช้วิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่ต้องอาศัยฮอร์โมน”

      อย่างไรก็ดี บางคนอาจจำเป็นที่จะต้องคุมกำเนิดฉุกเฉิน โดยกรณีนี้คือ การรับประทานยาหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้หญิงมีโอกาสท้องสูงกว่าวิธีอื่นๆ ส่วนวิธีที่นิยมที่สุดในบรรดาสาวๆนั้น นพ.สมศักดิ์ เผยว่า “การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย ทานง่าย ไม่เจ็บตัวและได้ผลดี ซึ่งยาเม็ดที่ทานหลังมีเพศสัมพันธ์นั้นจะได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมากเป็นพิเศษเพราะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ”

  การเลือกวิธีคุมกำเนิด 
      นพ.สมศักดิ์ อธิบายว่า “การเลือกวิธีคุมกำเนิดนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ความสะดวก ความชอบ นิสัยเช่น เป็นคนหลงลืมง่ายหรือไม่ เพราะหากเลือกการทานยาคุม ต้องทานทุกวัน บางคนอาจบอกว่าทานยาไม่ดี ฉีดยาดีกว่า ในขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่า ไม่อยากถูกฉีดยา กลัวเจ็บ ซึ่งทั้งหมดนี้มีสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญ ทุกคนควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกวิธีการคุมกำเนิด”

    อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำบางส่วนสำหรับการเลือกใช้ประเภทของการคุมกำเนิดตามลักษณะของแต่ละคนดังนี้ค่ะ
    *ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอควรจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีด ใส่ห่วง
    *ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย ให้ใช้ ถุงยางอนามัย
    *ผู้ที่มีคู่ขามากหรือต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ใช้ถุงยางอนามัย
    *ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการวางแผนเช่น ถูกข่มขืนควรใช้ยาคุมชนิดหลังร่วมเพศ
    *ถ้าไม่แน่ใจว่าแฟนมีโรคติดต่อหรือไม่ไม่ควรที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย

       ส่วนอัตราการตั้งครรภ์ในการคุมกำเนิดแต่ละวิธีนั้นก็แตกต่างกันไปซึ่งอาจมาจากการที่ผู้ใช้ไม่ได้ทำตามวิธีที่ถูกต้อง โดยแต่ละประเภทจะมีอัตราดังนี้

     การฝังฮอร์โมน 0.05%
     การทำหมันชาย 0.1%
     ยาเม็ดคุมกำเนิด 0.1-0.5%
     การใส่ห่วง 0.1-1.5%
     การฉีดยาคุม 0.3%
     การทำหมันหญิง 0.5%
     การสวมถุงยางอนามัย 3%
     การสวมถุงยางอนามัยของผู้หญิง 5%
     การใส่ Diaphragm และย่าฆ่า sperm 6%
     ยาฆ่า Sperm 6%
     หมวกครอบปากมดลูกและยาฆ่า Sperm ในคนที่ไม่เคยท้อง 9%
     การนับวัน 9%
     หมวกครอบปากมดลูกและยาฆ่า Sperm ในคนที่เคยท้อง 26%

     ทั้งนี้นพ.สมศักดิ์ ได้เผยว่าการคุมกำเนิดนั้นไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน เพราะคนบางประเภทไม่สามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเด็ดขาด ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้แก่
     1.บุคคลตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ดังนั้นในรายที่ประจำเดือนไม่มา ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะเริ่มให้ยาเม็ดคุมกำเนิด
     2.บุคคลที่มีโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง
     3.บุคคลที่มีระบบไขมันในร่างกายผิดปกติ
     4.บุคคลที่มีโรคที่เกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด
     5.บุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน
     6. บุคคลที่เป็นมะเร็ง ซึ่งมะเร็งนี้จะมีการเจริญเติบโตขึ้นกับฮอร์โมน เช่นมะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
     7.บุคคลที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก โดยยังไม่ทราบสาเหตุ

      แม้ว่าตามทฤษฎีทางการแพทย์อาจระบุว่า เราสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้หากไม่มีการร่วมเพศในช่วงที่ผู้หญิงกำลังตกไข่ แต่วิธีนี้กลับเป็นวิธีการที่สามารถเกิดความผิดพลาดได้เนื่องจากระยะเวลาและรอบเดือนของช่วงการตกไข่ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป











ที่มา .. ผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


      เมื่อใกล้มีประจำเดือน ผู้หญิง 80% ทั่วไป จะมีอาการของรอบเดือน มักเกิดความไม่สบายทางร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้หลายคนต้องสูญเสียสัมพันธภาพกับคนรัก บางคนตัดสินใจด้านธุรกิจผิดพลาดไปในช่วงนี้ อาการไม่สบายขณะมีประจำเดือนจะพบได้หลากหลายมากกว่า 150 ชนิด สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่

    กลุ่มแรกเรียกว่าอาการเจ้าน้ำตา จะมีอาการหดหู่ ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ ตัดสินใจอะไรยากขึ้น สับสนและหลงลืมบ่อยๆ นอนไม่พอ เหนื่อยง่าย รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อน ผู้ที่มีอาการแบบนี้ระหว่างมีประจำเดือนควรดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดี บริโภคอาหารไขมัน ต่ำให้มาก เพราะเกลือและไขมันที่สูงจะไปเพิ่มระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ นอกจากนี้ควรหาเวลาพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย ทำสมาธิหรือเล่นโยคะก็จะช่วยได้มาก แร่ธาตุที่จำเป็นช่วงนี้ คือสังกะสี ซึ่งจะช่วยลดอาการเศร้าหดหู่ได้

    กลุ่มที่สองเรียกว่าอาการขี้โมโห จะหมดความอดกลั้นจนระเบิดอารมณ์บ่อย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ปรวนแปรจนตามไม่ทัน วิตกกังวลกว่าปกติที่เคยเป็น หุนหัน และทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดบ่อยๆ วิธีแก้ไขอาการเหล่านี้คือบริโภคอาหารมื้อเล็กๆแต่บ่อยครั้งขึ้น อาการนี้เกิดขึ้นเพราะขาดน้ำตาลในเลือดทำให้หงุดหงิดง่าย การออกกำลังเช่นเดินหรือปั่นจักรยาน จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ควรบริโภควิตามิน บี 6ให้มาก และอย่าลืมบอกกล่าวคนใกล้ตัวด้วย เพื่อที่เขาจะได้พร้อมให้อภัยในเวลาที่คุณเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา

    อาการที่สามที่มักพบได้บ่อยๆ คือ อาการ ท้องอืด รู้สึกว่าเต้านมบวม เนื้อเหลว มีหน้าท้องใหญ่ขึ้น น้ำหนักขึ้น มือเท้าบวมจน สังเกตได้ มีอาการบวมน้ำตามส่วนต่างๆของร่างกาย วิธี การรักษาคือต้องลดการบริโภคเกลือลง อาหารที่มีโปรตีน วิตามินบี 6 และไฟเบอร์สูงจะช่วยให้หน้าอกกระชับและตึงขึ้น หากมีอาการท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย ควรงดกาแฟและแอลกอฮอล์ก่อนมีรอบเดือน ไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์

    อาการที่สี่คืออาการไม่มีแรง โดยจะมี ปัญหาเกี่ยวกับผิวช่วงที่มีรอบเดือน เช่น สิว ฝ้า ปวดศีรษะและหลัง ไม่มีแรง ใจสั่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร่างกายเจ็บปวดบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ ขาดความกระตือรือร้นทางเพศ ควรงดอาหาร หวานจัด แอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารกระตุ้นทุกชนิด บริโภควิตามินเอ เพื่อช่วยรักษาสภาพผิว

    อาการสุดท้ายคืออาการ หิวบ่อย จะมีลักษณะอยากทานอาหารหวานจัด เช่น เค้ก หรือช็อคโกแล็ต อาหารเค็ม เช่น พิซซ่า หรือพวกถั่วอบเกลือ และจะทานมากกว่าปกติ อาจมีอาการเวียนศีรษะบ่อย อาการนี้เกิดจากการที่สารเซโรโทนินลดลง อย่างรวดเร็วในช่วงก่อนมีรอบเดือน ทำให้ต้องการคาร์โบไฮเดรตมากกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายใช้ของหวานไปเพิ่มสารนี้ ควรควบคุมโภชนาการให้ถูกต้อง












ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เภสัชกร ประวิทย์ ตันติสุวิทย์กุล
ที่ปรึกษาองค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุข

 

 

 

 

 



     ผิวหน้าเป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของคุณ เปรียบดังประตูบ้าน ซึ่งเป็นด่านที่ทุกคนจะต้องพบก่อนเข้าถึงตัวบ้าน

     ดังนั้นการดูแลรักษาผิวหน้าให้สวยใสมีสุขภาพดีจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

    เคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สวยใสสุขภาพดีนั้นง่ายมาก นอกเหนือจากการล้างหน้าให้สะอาด เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดี นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ยังมีอาหารอยู่ 5 ประเภท ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวช่วยส่งเสริมความสวยใสให้ใบหน้าได้ 

    น้ำสะอาด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย เซลล์ผิวหนังต้องการความชุ่มชื้นเพื่อดำรงความแข็งแรงอ่อนเยาว์ให้ผิวหน้า หากอยากมีสุขภาพผิวดี ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเสียเหงื่อมากอาจต้องการมากกว่านั้น 

    ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยโอเมกา 3 โอเมกา 6 ซึ่งเป็นผลดีสำหรับหัวใจ และยังช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผิวแห้ง ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์สดใส กรดไขมันและสารต้านอนุมูลอิสระในแซลมอนคือกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพผิว 

    จมูกข้าว อุดมไปด้วยวิตามิน บี วิตามิน อี ซีลีเนียม ซึ่งช่วยในการชะลอการเสื่อมของเซลล์ ต่อสู้กับริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง และเพิ่มประสิทธิภาพครีมบำรุงผิวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น 
 
    ผักและผลไม้ อุดมไปด้วยวิตามิน เอ และซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน ซี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยให้ผิวตึงกระชับและมีเลือดฝาด โดยเฉพาะมันฝรั่งหวานและแครอตซึ่งอุดมไปด้วยเบตาแคโรทีนช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย และต่อสู้กับอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง 

    บลูเบอร์รี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง สารไฟโตเคมิคอลในบลูเบอร์รีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บลูเบอร์รีมีความพิเศษ เนื่องจากสารนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการลดผลกระทบจากบุหรี่ ควันพิษ และสารเคมีรอบด้าน ซึ่งเป็นการปกป้องผิวพรรณโดยธรรมชาติ

      แม้ว่าคุณจะดูแลผิวพรรณได้ดีอยู่แล้ว แต่อาหาร 5 ชนิดที่กล่าวมาจะยิ่งช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากอาหารทั้ง 5 ชนิด มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผิวหน้ามีสุขภาพดี แข็งแรง พอที่จะต่อสู้มลพิษที่เราต้องเผชิญทุกวัน

     การศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้การดูแลผิวพรรณเป็นไปได้ง่ายขึ้น การระวังและตระหนักถึงตัวการริ้วรอยแห่งวัยไม่เคยให้ผลเสีย ในทางตรงกันข้าม สารอาหารที่เราได้รับไม่เพียงทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส มีสุขภาพดี แต่ยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้นด้วย ว่าแล้วก็ลองเปิดตู้เย็นเช็กดูหน่อยซิว่า เย็นนี้เรายังขาดอะไรที่ต้องไปซื้ออีกบ้าง...
















ที่มา .. โพสต์ทูเดย์

 

 

 

 

 


      สาวๆ หลายคนยังผวาการขึ้นขาหยั่ง กลัวเจ็บ อายหมอ รวมไปถึงมองข้ามความสำคัญของการ ตรวจภายใน ด้วยไม่รู้ว่าการที่ต้องทนเขินเดินขึ้นขาหยั่ง แล้วให้หมอซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้มาตรวจๆ เช็คๆ ส่วนสงวนที่ควรปกปิดไปทำไม หนำซ้ำสาวบางคนยังมีข้ออ้างในใจว่าฉันยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคภายในซักหน่อย เฮ้อ คุณขา! โรคมะเร็งหรือเนื้องอกมันเลือกเกิดไม่ได้นะเออ เกิดเขาเข้ามาทักทายโดยไม่รู้ตัวแล้วจะมากลัวทีหลังไม่ได้นะ

      เอาน่า อ่านบทความข้างล่างนี้ อาจจะเพิ่มความกล้าในการตรวจภายในให้คุณก็ได้

     รู้จักอวัยวะส่วนลึกของเรากันก่อน อวัยวะในระบบสืบพันธุ์สตรีเรียงจากภายนอกไปถึงภายใน จะประกอบด้วย อวัยวะเพศภายนอก, ช่องคลอด, ปากมดลูก, มดลูก และปีกมดลูก ซึ่งรวมไปถึงรังไข่

      โดยธรรมชาติ ระบบของการสืบพันธุ์จะเริ่มจากรังไข่ของผู้หญิงสร้างไข่ จากนั้นจะเกิดการตกไข่ 1 ฟองต่อเดือน ไข่นี้ก็จะเข้าไปหยุดคอยตัวอสุจิที่บริเวณท่อนำไข่ หากมีการร่วมเพศจะมีเหล่าตัวอสุจิหลายร้อยล้านตัวที่ถูกปล่อยบริเวณปากมดลูก แต่จะมีเพียงอสุจิจำนวนหนึ่งที่สามารถว่ายเข้าไปภายในโพรงมดลูกขึ้นไปสู่ท่อนำไข่ และมีตัวอสุจิหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ปฏิสนธิกับไข่ จนเกิดเป็นตัวอ่อน เคลื่อนลงมายังโพรงมดลูกและเติบโตครบ 9 เดือนแล้วคลอดมาชมโลกภายนอก 

   สารพัดข้ออ้าง หลีกเลี่ยงการขึ้นขาหยั่ง 

   อายหมอ เลิกอายได้เลย เพราะสูติแพทย์แต่ละท่านต้องผ่านการตรวจภายในให้แก่คนไข้มานักต่อนักแล้ว ชินและมองส่วนนั้นเป็นเรื่องธรรมด๊า-ธรรมดา(เห็นบ่อยๆ ก็เบื่อเป็น!) รวมทั้งในการตรวจแต่ละครั้งก็จะปกปิดคนไข้อย่างมิดชิด เปิดเฉพาะแค่ส่วนที่จะตรวจ แต่หากยังลำบากใจคุณก็สามารถรีเควสต์หมอผู้หญิงมาตรวจก็ยังได้ (แต่หลายคนคอมเม้นต์มาว่าหมอผู้ชายมือเบากว่านะ) และหากสูติแพทย์ซักประวัติเราควรตอบตามจริงเพื่อช่วยในการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น 

   กลัวเจ็บ ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วจะไม่เจ็บเมื่อรับการตรวจ แต่สำหรับสาวๆที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจจะรู้สึกตึงๆ หรือเจ็บบ้างเล็กน้อย แต่ยังไงก็มั่นใจได้ว่าเครื่องมือในการตรวจจะต่างไซส์กันอยู่แล้ว โดยสาวบริสุทธิ์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กกว่าคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แน่นอน 

   ตรวจยังไง เริ่มแรกเมื่อคุณขึ้นขาหยั่ง สูติแพทย์ก็จะดูลักษณะภายนอกทั่วไปก่อนว่ามีผื่นแผล ติ่ง หรือก้อนเนื้อที่ผิดปกติหรือไม่ จากนั้นจะถึงขั้นตอนตรวจดูภายใน โดยสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอดเพื่อถ่างให้เห็นลักษณะภายในช่องคลอดและปากมดลูก และดูว่าตกขาวมีสี กลิ่น และปริมาณผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งตรวจดูถึงปากมดลูกว่ามีแผลอักเสบหรือมีติ่งเนื้อหรือไม่ แล้วอาจพ่วงด้วยการตรวจมะเร็งปากมดลูกไปพร้อมๆกัน โดยการใช้เครื่องมือป้ายเอาน้ำในช่องคลอด ขูดผิวปากมดลูก และช่องภายในปากมดลูกไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 3 - 7 วัน จึงจะรู้ผล

       ส่วนการตรวจอีกขั้นตอน คือ ตรวจโดยคลำผ่านทางช่องคลอด โดยแพทย์จะสอดนิ้วในช่องคลอด แล้วใช้อีกมือหนึ่งกดท้องน้อยเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ที่เหลือซึ่งอยู่ภายในอุ้งเชิงกราน 

   ตรวจแล้วดียังไง ดีแน่นอน เพราะการตรวจภายในจะทำให้ทราบสาเหตุของอาการทางนรีเวชต่างๆ เช่น มีตกขาวมาก มีกลิ่นเหม็น มีเลือดออกไม่ตรงกับประจำเดือน มีเลือดประจำเดือนออกนานเกิน 7 วัน มีแผลที่อวัยวะเพศ รวมถึงคลำเจอก้อนที่อวัยวะเพศหรือในท้องน้อย

       หรือหากคุณมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะภายใน การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเกิดผลที่ดีกว่า เช่นในรายที่มีการอักเสบเรื้อรังที่ปากมดลูก หรือสงสัยว่าจะมีเซลล์ผิดปกติจนอาจพัฒนาไปสู่เซลล์มะเร็ง สูติแพทย์อาจจะต้องนัดมาตรวจทุก 3 - 6 เดือนเพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้นก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ 

   เตรียมตัวก่อนตรวจภายในอย่างไร ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ยังมีบางความเข้าใจที่ผิดๆ

    1. ไม่ต้องโกนขน เพราะในการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมบางโรคต้องดูจากขนประกอบด้วย นอกจากนั้นการโกนขนบริเวณอวัยวะเพศยังทำให้เจ็บและระคายเคืองเมื่อมีขนขึ้นใหม่
    2. ถ่ายอุจจาระมาก่อน สำหรับผู้ที่ท้องผูกควรกินยาระบายล่วงหน้า 2 - 3 วัน
    3. ควรสวมกระโปรง เพื่อความสะดวกในการตรวจ



     นับประโยชน์ของการตรวจภายในได้มากขนาดนี้แล้ว เก็บความเขิน เมินความเจ็บ แล้วเดินเชิดอย่างมั่นใจไปหาสูติแพทย์กันดีกว่า














ที่มา ... msn