Hot

หนังไทยหน้าดู เร็วๆนี้

posted on 07 Jun 2009 11:14 by funnyclub  in Hot

 

 

 

 

 

Roommate เพื่อนร่วมห้อง...ต้องแอบรัก

11 มิถุนายน 2552

 

เรื่องย่อ

If Music be the Food of Love, Play on Twelfth Night
William Shakespeare

Roommate เป็นเรื่องราวของเพื่อนนักศึกษาที่เรียนอยู่เชียงใหม่ 4 คน พวกเขาเป็นสมาชิกวงดนตรี The Roommate ด้วยกัน ประกอบด้วย

  1. โน๊ต        มือกีตาร์ ปี 1 ฝีมือดี ชอบทำทุกอย่างที่ ยากและสูงส่ง ยกเว้นเรื่องเรียน
  2. ป๊อป       คีย์บอร์ดเพื่อนร่วมชั้นของโน้ตที่ภายนอกดูเป็นสาวห้าว แต่ลึก ๆ จิตใจอ่อนไหว
  3. โม           มือเบสรุ่นพี่ปี3 สาวเปรี้ยวกล้าแสดงออก แต่อย่ามองมาก เดี๋ยวอาย
  4. อี๊ด          หัวหน้าวง มือกลองรุ่นเดียวกับโม ชอบแกล้งโมแทนการบอกรัก โมเลยไม่รู้ซักที       ว่าไอ้ทแกล้งน่ะ เพราะชอบแกล้ง หรือแกล้งชอบกันแน่

วง The Roommate มีกฎว่า สมาชิกในวงต้องมาอยู่ร่วมกันในบ้าน Roommateเพราะพวกเขาเชื่อว่า การมาใช้ชีวิตเป็นรูมเมทในบ้านเดียวกัน  จะทำให้พวกเขาได้รู้จักกันเป็นอย่างดี  สนิทใจกัน และสามารถแชร์ความคิดและความรู้สึกต่างๆได้  อันจะส่งผลให้มีผลงานทางดนตรีที่ดี  โดยพวกเขามีเป้าหมายที่ฝันร่วมกันว่า อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง  และพวกเขาจะเปิดคอนเสิร์ตบนดาดฟ้าบ้าน Roommate ทันทีที่เพลงเสร็จ

ในขณะนั้น “พิงค์นครบาร์” ที่วง The Roommate เล่นประจำอยู่ มีปัญหาลูกค้ากำลังร่อยหรอลงทุกที เจ๊ใหญ่เจ้าของบาร์เลยสั่งว่าวงต้องมีนักร้องสาวคนใหม่เพื่อมาช่วยเรียกลูกค้า แต่โน้ตไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะกลัวนักร้องใหม่จะเข้ากับพวกเขาไม่ได้ เลยแกล้งตั้งสเปกของนักร้องสาวของวงไว้ให้ยากและสูงส่ง คือ  เสียงดี สูง สวย หมวย ขาว ขายาว หน้าลูกครึ่ง แต่จากนั้นไม่นานโน๊ตก็ได้พบสาวที่มีคุณสมบัติตรงกับ สเปกของเขาทุกอย่าง  เธอคือ แอน เพื่อนเก่าของ ป๊อบ ซึ่งในตอนที่ทั้งคู่เรียนมัธยมปลายด้วยกัน  แอนกับป๊อบเป็นเพื่อนที่สนิทกันเกินเพื่อน

ทั้งบาร์และวงคึกคักขึ้นทันทีเมื่อได้แอนมาร่วมวงและร่วมใช้ชีวิตในบ้านRoommate  

ในความคึกคักนั้น ก็มีความรักที่เป็นความลับในบ้าน Roommate แอบแฝงตัวอยู่  เพราะจริงๆแล้วที่แอนมาเชียงใหม่เพราะ แอนต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับป๊อปให้เหมือนเมื่อสมัยเรียนด้วยกัน  แต่ป๊อปอยากให้เรื่องนั้นเป็นแค่อดีต ป๊อบไม่สามารถที่จะกลับไปคบกับแอนแบบนั้นได้อีกแล้ว เพราะป๊อบ เริ่มรู้ใจตัวเองว่า เธอรู้สึกกับโน้ตมากกว่าความเป็นเพื่อน  แต่เธอก็ไม่สามารถบอกความรู้สึกนี้ให้โน้ตรู้ได้เลย เพราะ โน้ตได้แอบมาสารภาพกับเธอแล้วว่า โน้ตต้องการจีบแอน สาวที่ตรงสเปกเขาทุกอย่าง โดยที่โน๊ตไม่รู้ว่าความรู้สึกที่แอนมีต่อป๊อบนั้นจะทำให้แอนคิดกับโน้ตได้แค่คำว่า เพื่อน

ความรักที่รักกันเป็นวงกลมนี้ ดูเหมือนจะมีบทสรุปที่ไม่มีใครจะสมหวังในความรักของตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความรักที่เป็นความลับนี้ อาจสั่นคลอนความเป็นเพื่อนของชาวRoommate ได้ เพราะการเป็นรูมเมทกันและต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันทั้งกลางวันและกลางคืน  จะเป็นตัวเร่งให้ความลับนี้ ต้องเปิดเผยขึ้นมาสักวัน และเมื่อวันนั้นมาถึงไม่มีใครรู้เลยว่าความเป็นเพื่อนของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ความผูกพัน การเป็น Roommate และ  ความฝันร่วมกันเรื่องเพลงของพวกเขาจะสามารถเกาะเกี่ยวมิตรภาพและคำว่าเพื่อนเอาได้หรือไม่

 

 

วงศ์คำเหลา

1 กรกฎาคม 2552
 

เรื่องย่อ

หลังจากกำกับหนัง100 ล้านมา3เรื่อง “บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม1-2,แหยมยโสธร” โดยเฉพาะหนังรักระดับรากหญ้าที่ทำคนไทยฮากันทั้งประเทศอย่าง “แหยมยโสธร” ทำหนังอบอุ่นอย่าง “หม่ำเดียวหัวเหลี่ยมหัวแหลม” ปี2552 เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา” หรือ “หม่ำ จ๊กม๊ก” คันมือขอกลับมาทำหนังรักอีกครั้ง แต่คราวนี้ขอพลิกแนวมากำกับพร้อมทั้งแสดงนำในหนังรักไฮโซที่เจ้าตัวหมายมั่นปั้นใจมาถึง 2 ปีกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเดียวกับนามสกุล “วงษ์คำเหลา”

หม่ำ” ฉีกคาแรคเตอร์ตลกหน้าทะเล้นที่แสนคุ้นตา มาในมาดใหม่สุขุม นิ่ง เท่ห์ในแบบฉบับ“ท่านชายเพชราวุธ”หนุ่มนักเรียนนอกผู้เงียบขรึม ทายาทผู้ดูแลธุรกิจพันล้าน“วงษ์คำเหลาจิวเวอร์รี่” และ “อภิมหาคฤหาสน์อลังการประจำตระกูล” คือเสาหลักที่ดูแลมวลเหล่าสมาชิกในตระกูลวงษ์คำเหลาที่แต่ละคนล้วนอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์แห่งสีสันที่แสนแพรวพราวเจิดจรัสโดดเด่นอวดท้าทุกสายตาในสังคมชั้นสูงได้อย่างไม่เป็นสองรองตระกูลมหาเศรษฐีใดใดในประเทศ ซึ่งนำโดยคุณหญิงแม่พราวพิลาศ (ฉันทนา กิติยพันธ์) คุณหญิงผู้รักศักดิ์ศรีและความเป็นผู้ดีทุกอณูแห่งลมหายใจ ,หญิงใหญ่พลอยวรินทร์ (แวววาว จ๊กม๊ก) สาวโสดทึนทึกสุดเฮี้ยบ แถมเจ้าระเบียบอย่างสุดสุด ,หญิงเล็กพราวแพรว (ฮาย อาภาพร นครสวรรค์) ขากรี๊ดปรี๊ดแตก จอมวีนตัวจริงเสียงจริง และไพฑูรย์(เฉลิม แย้มขะมัง หรือเหลิม หม่ำโชว์) น้องเล็กประจำตระกูลที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกขานว่าจูเนียร์ตามนิกเนมมากกว่า ชายเล็กเด็กพิเศษแสนซื่อ แต่แสบบริสุทธิ์ได้อย่างไร้เดียงสา โดยมีบุคคลสำคัญคือเจ้าคุณปู่พรจรัส (สมเล็ก –สมชาย ศักดิกุล) ชายชราที่ทำตัวลึกลับผู้ก่อตั้งตระกูลวงษ์คำเหลา วันๆคอยเก็บตัวอยู่บริเวณตึกในของคฤหาสน์วงษ์คำเหลาหรือที่รู้กันว่าเป็นเขตต้องห้ามประจำตระกูล ยังไม่รวม 2 สมาชิกอย่างผักบุ้ง (อรชร) สาวใช้ร้อยชื่อบ่าวช่างยุของหญิงเล็กที่ดูเผินๆนึกว่าหลุดมาจากแคทวอล์คสยองขวัญ และนายเขื่อง(เดฟ ดวงดี)ผู้รับโชคสองชั้นครอง

ตำแหน่งโชเฟอร์และการ์เดนเนอร์(คนสวน)ประจำตระกูล ซึ่งทั้งหมดมั้งมวลต่างรวมตัวกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสนุกสนานให้พาลบังเกิดกับทุกคนที่ได้พบ

แต่แล้วเรื่องราวทั้งหมดที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดกำลังจะเกิดขึ้นในตระกูลวงษ์คำเหลา เมื่อพิรมน(รับบทโดยนางเอกซุปเปอร์สตาร์สาวจั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุขที่หม่ำบรรจงเลือกเองกับมือ) ครูสอนภาษาอังกฤษประจำตัวคนใหม่ของ จูเนียร์ น้องชายคนเล็กประจำตระกูล ได้ปรากฎตัวขึ้น ทันทีที่หญิงสาวผู้งามงดหมดจดทั้งรูปร่างหน้าตาและก้านสมองได้ย่างกรายเข้ามาในเขตชายรั้วของคฤหาสน์วงษ์คำเหลา ไม่เพียงทำให้ท่านชายเพชราวุธ ชายหนุ่มผู้เก็บงำความรู้สึกของตัวเองและไม่เคยมอบหัวใจอุ่นๆของตัวเองให้กับหญิงคนใดกลับต้องเสน่ห์ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักอย่างจังเบอร์กับคุณพิรมน หนำซ้ำความงามของเธอยังสะกิดต่อมดวงใจของท่านเป้า (แจ้ง อนุวัตน์ ทาระพันธุ์ หรือยอดชายอะเฮ้ยจากแหยมยโสธร) ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ คู่หมั้นของหญิงพราวแพรว จนทำให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” อยากเปลี่ยนคู่หมั้นแทบทันที เมื่อเกิดอาการ“รักหมดใจ” ต่อคุณพิรมนไปอีกคน

ในขณะเดียวกันหญิงนุช(ตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ - สุดารัตน์ บุตรพรม) เจ้าแม่แฟชั่นขนเฟอร์น้องสาวของท่านเป้าเองก็เกิดอาการ“เหลืออด”ที่จู่ๆจะต้องสูญเสียท่านชายเพชร ยอดชายในดวงใจที่หมายมั่นมานานนมเป็นแน่แท้จึงตัดสินใจแท็คทีมร่วมมือกับหญิงพราวแพรวที่กำลังจะสูญเสียท่านเป้าไปเฉกเช่นกันจัดแจงงัดแงะนัดแนะสารพัดวิธีและกลเม็ดสุดแพรวพราวเพื่อกันท่าและขวางลำอย่างสุดชีวิตมิให้“ท่านชายเพชรและพิรมน”พระเอกนางเอกของเราครอบครองหัวใจของกันและกันได้สำเร็จ เพียงทว่าปัญหาเรื่องหัวใจที่นอกจากจะไม่ทั้งเข้าหรือออกหัวหงายก้อยตกไปอยู่ในมือใครแล้ว ท่านชายเพชรถึงกับตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อท่านเป้ามาเอ่ยปากขอพิรมนด้วยตัวเอง และยังมีอีกหลากหลายเรื่องราววุ่นๆอีรุงตุงฮาที่ล้วนแล้วเกี่ยวโยงผูกกันพัลวันไปหมด รวมไปถึงความลับบางอย่างของตระกูลวงษ์คำเหลา

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสนุกสนานหรรษาฮาในแบบฉบับหนังรักไฮโซสไตล์หม่ำ จ๊กม๊กที่คันไม้คันมืออยากให้คนไทยทั้งประเทศฮากันระเบิดระเบ้อ รับรองได้เลยว่าอีกไม่นานเกินรอ มาแน่ๆกลางปีวัวดุจ้า

 

หนีตามกาลิเลโอ 

23 กรกฎาคม 2552

 

 

เรื่องย่อ

ปลายศตวรรษที่ 16 เมืองปิซ่า ประเทศอิตาลี

กาลิเอโอ กาลิเลอิ นักคิด / นักวิทยาศาสตร์ / นักดาราศาสตร์หนุ่มไฟแรงแห่งยุคสมัย ทำการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก ด้วยการโยนลูกบอลไม้จากยอดหอเอนปิซ่าต่อหน้าสาธารณะ

ผลการทดลองครั้งนั้น กาลิเลโอได้ข้อสรุปว่า วัตถุ 2 ชิ้น ที่มีรูปทรงเดียวกัน และประกอบขึ้นด้วยมวลสารเดียวกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน แม้ว่าจะมีน้ำหนักไม่เท่ากันก็ตาม

ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับแนวคิดของศาสนจักร ส่งผลให้กาลิเลโอถูกหมายหัวว่าเป็นพวก ‘จอมขบถ’ ที่ต้องจับตาเฝ้าระวังใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลายปีต่อมา กาลิเลโอ ‘งานเข้า’ อีกครั้ง เพราะดันไปประกาศตัวสนับสนุนแนวคิด “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล” เป็นอีกครั้งที่ข้อสรุปของกาลิเลโอขัดแย้งกับสิ่งที่ศาสนจักรปรารถนาจะให้ใครๆ เชื่อ

และครั้งนี้ ศาสนจักรก็เห็นควรต้องจัดการหมอนี่ขั้นเด็ดขาด กาลิเลโอถูกจับขัง สิ้นสูญอิสรภาพ และชีวิตก็ตกระกำลำบาก หาความสะดวกสบายไม่ได้นับจากนั้น

…………..

ปี 2009 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ห่างจากที่เกิดเหตุแรก ¼ เส้นรอบวงโลก

เด็กสาว 2 คนกำลังประสบปัญหาชีวิตรุนแรงหนักหน่วงที่สุดในชีวิต

เชอรี่ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกตัดสิทธิ์สอบและสั่งพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปีด้วยความผิด – ที่เจ้าตัวเห็นว่า - เล็กน้อย นั่นคือ การปลอมลายเซ็นต์อาจารย์ในใบขออนุญาตใช้ห้องเขียนแบบ

ก็แค่แบบฟอร์มโง่ๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน” เชอรี่ว่า

แต่ไม่ว่าเธอจะว่าอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลการลงโทษที่เธอได้รับ

เชอรี่ต้องเรียนจบช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ และโอกาสที่จะทำงานหาเงินให้พ่อภาคภูมิใจ ก็ต้องถูกขยับร่นลงไปนานถึง 1 ปี


 

นุ่น หญิงสาวร่าเริง น่ารัก แสนงอน ก่อนหน้านี้ท้าเลิกกับ ตั้ม แฟนหนุ่ม มาแล้วหลายครั้ง ทว่าลงท้าย ตั้มเป็นต้องงอนง้อ ไม่เคยยอมเลิกกับเธอเลยสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม กับครั้งนี้ ทุกอย่างแตกต่างออกไป

เพราะฉันถามว่า ‘เลิกกันไหม’ แล้วไอ้ตั้มบอกว่า ‘เออ’ “

ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว!” เชอรี่ตะโกนก้องแบบฉุนขาด

มีไอ้ตั้มที่ไหน ไม่มีนุ่นที่นั่น!” นุ่นเอาบ้าง

สองสาวตัดสินใจหนีให้ไกลจากสถานที่เกิดเหตุของปัญหา จูงมือกันมุ่งหน้าสู่ยุโรป บินข้ามหลายเส้นรุ้งและอีกหลายเส้นแวง ปลดแอกตัวเองจากแรงดึงดูดของโลกทันที

ผนของทั้งคู่นั้นแสนง่าย ลงคอร์สภาษา (บังหน้า) – เสิร์ฟ เสิร์ฟ เสิร์ฟ – เก็บตังค์ เก็บตังค์ เก็บตังค์ – เที่ยว เที่ยว เที่ยว

เป้าหมาย คือ บิ๊กธรีแห่งยุโรป ลอนดอน - ปารีส – เวนิส

สโตนเฮนจ์, ทาวเวอร์ บริดจ์, หอไอเฟล, พิพิธภัณธ์ลูฟร์, โคลอสเซียม, เรือกอนโดล่า, หอเอนปิซ่า... แลนมาร์คสำคัญๆ ของโลกถูกหมุดหมายลงในใจของทั้งเชอรี่และนุ่น

ก่อนออกเดินทาง ทั้งคู่จับมือจับไม้ ทำสัญญาใจกัน

กฎข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามทิ้งกัน

กฎข้อสอง ห้ามแหกกฎข้อแรกเด็ดขาด!

อย่างไรก็ตาม ลงท้ายมันก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน – ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’ คาดไม่ถึงสารพัด

เชอรี่และนุ่น คาดไม่ถึงหรอกว่า บางครั้ง คำสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะก็ถูกสั่นคลอนเสียง่ายๆ เมื่อเจ้าของคำสัญญาเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน

พวกเธอคาดไม่ถึงหรอกว่า บางที มิตรภาพยาวนานก็แทบจะถึงกาลแตกหักล่มสลายด้วยเหตุผลที่เหมือนจะไม่เป็นเหตุผลว่า “กูเบื่อขี้หน้ามึง!”

และนุ่นคาดไม่ถึงหรอกว่า เธอหนี ‘ตั้ม’ คนหนึ่งไปไกลถึง ¼ โลก เพียงเพื่อจะไปพบความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับ ‘อีกตั้มหนึ่ง’  

 

ดื้อ สวย ด

12 สิงหาคม 2552

 

 

พลิกโฉมหน้าแอ็คชั่นฮีโร่หญิง เจ้าของสโลแกน “เล่นจริง เจ็บจริง” สู่ย่างก้าวที่ 2 ของ  “จีจ้า ญาณิน” กับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่า “ เมื่อแอ็คชั่นถูกหล่อหลอมด้วยความโรแมนติค
ไม่น่าแปลกใจที่ทำให้หลายๆ คนต่างให้ความสนใจและจับตามองถึงความเคลื่อนไหว และเฝ้ารอคอยย่างก้าวที่2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ของ “จีจ้า ญาณิน” หลังจากความสำเร็จของ “ช็อคโกแลต”  ไม่ว่าจะเป็นพล็อต เรื่องราวของภาพยนตร์ รูปแบบของแอ็คชั่นใหม่ๆ รายละเอียดของงานสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาท คาแรคเตอร์ รูปลักษณ์ และพัฒนาการทางด้านการแสดงของแอ็คชั่นฮีโร่หญิงเจ้าของสโลแกน “เล่นจริง เจ็บจริง”ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของจีจ้า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการหาเหตุผลและสร้างแรงจูงใจให้ตัวละครลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวในโลกสมัยใหม่ที่มีตัวละครเอกเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ในขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดทิศทางและสร้างเรื่องราวให้คนดูได้สัมผัสและเห็นถึงพัฒนาการความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเติบโตไปโดยมีความรักเป็นแรงผลักดันและต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับพาร์ทการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในฐานะภาพยนตร์แอ็คชั่นด้วย ”

ราเชนทร์ ลิ้มตระกูลผู้กำกับภาพยนตร์โรแมนติค-แอ็คชั่นที่กวาดทั้งเงินและกล่องมาแล้วจาก “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” และเป็นผู้มีส่วนร่วมสำคัญในความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง ช็อคโกแลต” และ “องค์บาก2” เข้ามารับหน้าที่สำคัญในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องที่2ของจีจ้าภายใต้แนวคิดและไอเดียที่ต้องการนำเสนอภาพยนตร์แอ็คชั่นโดยหยิบเอาแง่มุมเรื่องราวของความรักมาเป็นหัวใจสำคัญ และจะเป็นอย่างไรถ้าในพาร์ทของแอ็คชั่นมีความโรแมนติคผสมผสานอยู่

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นของไทยเอง หรือต่างประเทศ แม้แต่หนังของเฉินหลง บรูซ ลี เราแทบไม่เคยเห็นหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนที่หยิบเอาประเด็นเรื่องความรักมานำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังแอ็คชั่นแบบMARTIAL ARTS ที่เน้นเรื่องศิลปะการต่อสู้ในสมัยนี้ เราไม่ได้กำลังพูดถึงหนังแอ็คชั่นยิงปืนแบบจอห์น วูนะ พูดได้ว่าไม่มีหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนเลยที่พูดเรื่องความรัก โดยเฉพาะประเด็นความรักระหว่างหนุ่มสาว

 และเมื่อนึกถึงว่านี่คือหนังแอ็คชั่นที่มีจีจ้าเป็นนักแสดงนำด้วยแล้ว ไม่มีข้อกังขาอื่นใดเลยเพราะพูดได้ว่าจีจ้ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมเพียงพอที่จะเล่นหนังรักได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่วัยของจ้าเองซึ่งในช่วงวัยที่จะพูดเรื่องความรัก”

ภายใต้คอนเซ็ปท์ที่ว่าในทุกๆความรักย่อมต้องมีการต่อสู้ และในทุกๆการต่อสู้ล้วนมีความรักที่แฝงเร้นเป็นแรงผลักดัน จึงทำให้โปรเจ็คต์ย่างก้าวที่2ของจีจ้า ญาณินดื้อสวยดุ มีความเป็นหนังแอ็คชั่น-โรแมนติคอย่างเต็มตัวพร้อมกับที่แฟนๆจะได้เห็นแง่มุมความรักผ่านพัฒนาการทางด้านการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดงสาวอย่างจีจ้าอย่างแน่นอน

“ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องที่2ของจีจ้า เราจะได้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านการแสดงที่เติบโตขึ้น ตัวละครที่มีความเป็นสาวขึ้นของตัวจีจ้า การนำเสนอประเด็นแง่มุมเรื่องความรักของตัวละครซึ่งจะถูกนำมาผสมผสานหลอมรวมเข้ากับแอ็คชั่นของภาพยนตร์ที่นำเอาศิลปะการต่อสู้ที่มีรูปแบบและดีไซน์ที่หยิบจับเอาไลฟ์สไตล์ และวิถีของความเป็นวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการแต่งตัว แฟชั่น ดนตรี มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสีสันและนำเสนอในภาพยนตร์”

โดยมี 2 เรี่ยวแรงสำคัญผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของแอ็คชั่นฮีโร่หญิงเจ้าของสโลแกน เล่นจริง เจ็บจริง ของจีจ้า จากภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลต กลับมาแท็คทีมกันอีกครั้งเพื่อเตรียมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ภาพยนตร์แอ็คชั่นโรแมนติคที่แน่นอนว่าเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบและดีไซน์ของฉากแอ็คชั่นการต่อสู้ที่จะปรากฎขึ้นในภาพยนตร์ ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับ ผู้ควบคุมงานสร้าง ปรมาจารย์แอ็คชั่นมือ1ของเมืองไทย มารับหน้าที่ควบคุมฉากการต่อสู้ และ วีระพล ภูมาตย์ฝน ซึ่งรับหน้าที่ในการออกแบบฉากการต่อสู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบคิดค้นฉากการต่อสู้รูปแบบใหม่สำหรับจีจ้าในภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะที่ทั้งพิเศษและเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีนักแสดงแอ็คชั่นหญิงคนใดในโลกภาพยนตร์นำเสนอมาก่อน รวมทั้งรูปแบบการต่อสู้ของคาซูที่ถูกคิดค้นและนำมาใช้ในภาพยนตร์ รวมไปถึงการผสมผสานรูปแบบและทักษะความสามารถทางการต่อสู้เฉพาะตัวที่มีอยู่ในตัวจีจ้าและคาซู ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในภาพยนตร์ที่เป็นย่างก้าวที่2ของจีจ้า ญาณินโดยเฉพาะ

 

 ห้าแพร่ง
9 กันยายน 2552

 

ความจริงตอนนี้มัวแต่ยุ่งกับอีกงานหนึ่ง  แต่เผอิญกำลังเห่อเครื่องสแกนเนอร์ตัวแรกของตัวเอง (เพิ่งมีเงินซื้อ ฮิ ฮิ)   ก็เลยสแกนใหญ่เลย  

 

 

ปวีณ ภูริจิุตปัญญา

ทรงยศ สุขมากอนันต์

บรรจง ปิสัญธนะกุล

ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ

แพร่่งที่ 5 ปริศนา

 

 

หนังทุกเรื่องอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
เวลาเข้าฉายหนัง

 

 

 

 

 


  ลูก ๆ ทุกคน...ก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ ..ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ
  ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ
  ทีนี้...มาดูตัวอย่างบ้าง..บุคคลที่เป็นยอดกตัญญูที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุด คือใคร ทราบไหม?
  คือคนในภาพนี้..ในหลวงของเรา...
ในหลวง...นอกจากจะเป็น
ยอดพระมหากษัตริย์ของโลก..เป็น THE KING OF KINGS แล้ว
ในหลวงของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วยความหวังของแม่...
ทั้ง 3 หวัง ในหลวงปฏิบัติได้ครบถ้วนสมบูรณ์
  เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา
ในหลวงทำกับแม่ยังไง ?


ตามอาจารย์มา...อาจารย์จะฉายภาพให้เห็น....
หวังที่ 1 ยามแก่เฒ่า..หวังเจ้า..เฝ้ารับใช้...
  ใครเคยเห็นภาพที่... สมเด็จย่าเสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง..
ประคองเดินไปตลอดทาง...เคยเห็นไหม...?
ใครเคยเห็น...กรุณายกมือให้ดูหน่อย...
ขอบคุณ...เอามือลง ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ยมีคนเยอะแยะ...
มีทหาร...มีองครักษ์ มีพยาบาล.. ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว
แต่ในหลวงบอกว่า... "ไม่ต้อง....คนนี้...เป็นแม่เรา ..
เราประคองเอง " ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา..
สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน... เพราะฉะนั้น. ตอนนี้แม่แก่แล้ว...
เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน... ไม่ต้องอายใคร...
  เป็นภาพที่...ประทับใจมาก...เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
ท่านกตัญญูต่อแม่.. ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ ... สองข้างทาง
ฝั่งนี้ 5,000 คน ฝั่งนู้น.....8,000 คน ยกมือขึ้น...สาธุ แซ่ซ้อง..สรรเสริญ
"กษัตริย์ยอดกตัญญู..." ในหลวง..เดินประคองแม่..

คนเห็นแล้ว...เขาประทับใจถ่ายรูป...เอามาทำปฏิทิน
...เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ...กราบไหว้...
  ลองหันมาดูพวกเรา...ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน
แต่งตัวโก้... ลูกชาย..แต่งตัวโก้... ลูกสาว..แต่งตัวสวย...
แต่เวลาเดิน...ไม่มีใครประคองแม่ กลัวไม่โก้...
กลัวไม่สวย ข้าราชการ...แต่งเครื่องแบบเต็มยศ...
ติดเหรียญตรา...เหรียญกล้าหาญ...เต็มหน้าอก...แต่เวลาเดิน...
ไม่กล้าประคองแม่...กลัวไม่สง่า...กลัวเสียศักดิ์ศรี...
ประคองแม่ ....เป็นเรื่องของ...คนใช้... หลายคน...ให้ประคองแม่..
ไม่กล้าทำ อาย...เวลาทำดี..ไม่กล้าทำ...อาย เวลาทำชั่ว...กล้า....ไม่อาย...
  ใครเห็นภาพนี้ที่ไหน...กรุณาซื้อใส่กรอบ...แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน...เอาไว้สอนลูก
  เห็นภาพชัดเจนไหมครับ? เท่านั้น...ยังน้อยไป...มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น...
หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า...เสร็จสิ้นลงแล้วราชเลขา..ของสมเด็จย่า...
มาแถลงในที่ประชุม...ต่อหน้าสื่อมวลชน...ว่า...
ก่อนสมเด็จย่า จะสิ้นพระชนม์..ปีเศษ...ตอนนั้นอายุ 93
ในหลวง..เสด็จจากวังสวนจิตร.. ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน
ไปทำไมครับ....? ไปกินข้าวกับแม่...ไปคุยกับแม่...
ไปทำให้แม่..ชุ่มชื่นหัวใจ...พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง..
โอ้โห....ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเราเสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่...
สัปดาห์ละกี่วัน...ทราบไหมครับ
พวกเราทราบไหมครับ...สัปดาห์ละกี่วัน ?
5 วัน......มีใครบ้างครับ....? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่ ..
สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก.........

ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย...เป็นพันโครงการ...
มีเวลาไปกินข้าวกับแม่..สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9
ร้อยเอก..พลตรี...อธิบดี..ปลัดกระทรวง
ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่....บอกว่า...งานยุ่ง
แม่บอกว่า...ให้พาไปกินข้าวหน่อย.. บอกว่า
ไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ...ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว...
แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ...เห็นตัวเองหรือยัง..? พ่อแม่..พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง...
ฝนตก...น้ำเซาะ..อีกไม่นานโค่น...พอถึงวันนั้น...เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว...

ในหลวงจึงตัดสินพระทัย... ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน
เมื่อตอนที่สมเด็จย่าอายุ 93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน
ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วัน ไปไหนครับ ....?
ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์...องคมนตรี บอกว่า....ในหลวง...ถือศีล 8 วันพระ ถือศีล 8 นี่ยังไง...?
ต้องงดข้าวเย็น...เลยไม่ได้ไปหาแม่...วันนี้เพราะ ถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ...
อาจจะกินข้าวกับพระราชินี..กับคนใกล้ชิด แต่ 5 วัน....ให้แม่
  เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม...?
ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว...
ทุกครั้ง...ที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า...
ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก...แล้วสมเด็จย่า...
ก็จะดึงตัวในหลวง...เข้ามากอด..กอดเสร็จก็หอมแก้ม...
ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวงบ้าง...?
ภาพนี้...ถ้าใครมี...ต้องเอาไปใส่กรอบ
เป็นภาพความรักของแม่...ที่มีต่อลูก..อย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่า..หอมแก้มในหลวง...
อาจารย์คิดว่าแก้มในหลวง...คงไม่หอมเท่าไร ..เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม
แต่ทำไม...สมเด็จย่าหอมแล้ว...ชื่นใจ...เพราะท่านได้กลิ่นหอม... จากหัวใจในหลวง
หอมกลิ่นกตัญญูไม่นึกเลยว่า...ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้
ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า...ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์
เป็นคนธรรมดา...สามัญชน...เป็นเด็กหญิงสังวาลย์
เกิดหลังวัดอนงค์...เหมือนเด็กหญิงทั่วไป...เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้
  ในหลวงหน่ะ...เกิดมา เป็นพระองค์เจ้าเป็นลูกเจ้าฟ้า
ปัจจุบันเป็นกษัตริย์...เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว
แต่ในหลวง..ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน....ก้มลงกราบ..คนธรรมดา..
ที่เป็นแม่ หัวใจลูก...ที่เคารพแม่...กตัญญูกับแม่อย่างนี้
หาไม่ได้อีกแล้ว...คนบางคน...พอเป็นใหญ่เป็นโต
ไม่กล้าไหว้แม่....เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ...เป็นชาวนา....
เป็นลูกจ้าง...ไม่เคารพแม่....ดูถูกแม่......
แต่นี่...ในหลวง เทิดแม่ไว้เหนือหัว... นี่แหละครับความหอม
  นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง...
ท่านหอมความดี...หอมคุณธรรม...หอมกตัญญู..ของในหลวง
หอมแก้มเสร็จแล้ว...ก็ร่วมโต๊ะเสวย...ตอนกินข้าวนี่...
ปกติ...แค่เห็นลูกมาเยี่ยม...ก็ชื่นใจแล้ว... นี่ลูกมากินข้าวด้วย...โอย...ยิ่งปลื้มใจ
  แม่ทั้งหลาย..ลองคิดดูซิ...อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่...
อันนี้อร่อย...แม่ลองทาน...รู้ว่าแม่ชอบทานผัก...
หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่...
เอ้าแม่...แม่ทานซะ...ของที่แม่ชอบ
แทนที่จะกินแค่ 3 คำ 4 คำ
  ก็เจริญอาหาร...กินได้เยอะเพราะมีความสุข
ที่ได้กินข้าวกับลูกมีความสุขที่ลูกดูแล....เอาใจใส่...
กินข้าวเสร็จแล้ว...ก็มานั่งคุยกับแม่...
ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง...ทราบไหม...?
  ตอนในหลวงเล็ก ๆ...แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ... "อยากฟังแม่สอนอีก"
เป็นยังไงบ้าง...? เป็นกษัตริย์...ปกครองประเทศ...
อยากฟังแม่สอนอีก...
  พวกเรา เป็นยังไง...? เราคิดว่า...เรารู้มาก...เราเรียนสูง...
เรามีปริญญา...แม่จบ ป.4 เวลาแม่สอน....ตะคอกแม่
ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจะตายอยู่แล้ว...รำคาญ....
พูดจาซ้ำซาก...เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที...
เราเหยียบย่ำ หัวใจแม่......
  พอสมเด็จย่าสอน...
ในหลวงจะเอากระดาษมาจด...
มีอยู่เรื่องหนึ่ง...ที่จำได้แม่น.
สมเด็จย่า...เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss
ในหลวงยังเล็กอยู่...เข้ามาบอกว่า..อยากได้รถจักรยาน
เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน
แม่บอกว่า...ลูกอยากได้จักรยาน...
ลูกก็เก็บสตางค์...ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ...
เก็บมาหยอดกระปุก..วันละเหรียญ...สองเหรียญ
พอได้มากพอ...ก็เอาไปซื้อจักรยาน...
  นี่คือสิ่งที่แม่สอน...
แม่สอนอะไร..ทราบไหมครับ...?
ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน... พอลูกขอ...รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย
ประเคนให้เลย..ลูกก็ฟุ้งเฟ้อ...ฟุ่มเฟือย...เหลิง...และหลงตัวเอง
พอโตขี้น...ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ...ก็ได้...
ยิงตำรวจ...ยังได้..เพราะหลงตัวเอง..พ่อกูใหญ่
เห็นไหม.....? ตามใจเทิดทูนจนเสียคน...
  แต่สมเด็จย่านี่...เป็นยอดคุณแม่..สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก..
ลูกอยากได้..ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้...ไปหย่อนกระปุก...
แม่สอน 2 เรื่อง คือ...ให้ประหยัด....ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง
"ความประหยัด...เป็นสมบัติของเศรษฐี"
ใครสอนลูกให้ประหยัดได้..
คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก
  พอถึงวันปีใหม่..สมเด็จย่าก็บอกว่า...
"ปีใหม่แล้ว...เราไปซื้อจักรยานกัน.."
เอ้า...แคะกระปุก..ดูซิว่ามีเงินเท่าไร...?
เสร็จแล้ว...สมเด็จย่าก็แถมให้...
ส่วนที่แถมนะ...มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก...
มีเมตตา...ให้เงินลูก...ให้...ไม่ได้ให้เปล่า...สอนลูกด้วย...สอนให้ประหยัด
สอนว่า...อยากได้อะไร...ต้องเริ่มจากตัวเรา...
คำสอนนั้น...ติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้....
  เขาบอกว่า..ในสวนจิตรเนี่ย...
คนที่ประหยัดที่สุด...คือ...ในหลวง...
ประหยัดที่สุด..ทั้งน้ำ..ทั้งไฟ...
เรื่องฟุ้งเฟ้อ..ฟุ่มเฟือย...ไม่มี...
  เป็นอันว่า...ภาพนี้..ชัดเจน..
หวังที่ 2. ยามป่วยไข้...หวังเจ้า..เฝ้ารักษา
ดูว่าในหลวง ทำกับแม่ยังไง...?
สมเด็จย่า..ประชวร อยู่ทีโรงพยาบาลศิริราช..
ในหลวงไปเยี่ยม..ตอนไหนครับ..? ไปเยี่ยมตอน ตี 1 ตี 2 ตี 4 เศษๆ..จีงเสด็จกลับ..
ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง...
แม่...พอเห็นลูกมาเยี่ยม..ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว..
ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า..
เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต...ตามไปด้วย
ต้องปรึกษาหารือกันตลอดว่า..จะให้ยายังไง...จะเปลี่ยนยาไหม..?
จะปรับปรุงการรักษายังไง...ให้ดีขึ้น...
ทำให้สมเด็จย่า..ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น...
  เห็นภาพไหม...? กลางคืน ....ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า...
คืนละหลายชั่วโมง..ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน
ลองหันมาดูตัวเราเองซิ...ตอนพ่อแม่ป่วย..โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง
  ถามว่า...ตอนนี้..อาการเป็นยังไง....?
พ่อแม่...ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่งต้องไปแล้ว....
โผล่หน้าไปให้เห็น... พอแค่เป็นมารยาท..แล้วก็กลับ..
เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู...
เราไม่ได้ไปเพื่อทดแทนพระคุณท่าน........น่าอายไหม...?
  ในหลวง...เสด็จไปประทับกับแม่...
ตอนแม่ป่วย....ไปทุกวัน...ไปให้ความอบอุ่น...
ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง...นี่คือ...สิ่งที่ในหลวงทำ
  คราวหนึ่ง...ในหลวงป่วย...สมเด็จย่า...ก็ป่วย..
ไปอยู่ศิริราช..ด้วยกัน..อยู่คนละมุมตึก..
ตอนเช้า..ในหลวงเปิดประตู...แอ๊ด......ออกมา...
พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่า..ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี
ในหลวง..พอเห็นแม่.. รีบออกจากห้อง..มาแย่งพยาบาลเข็นรถ
  มหาดเล็ก...กราบทูลว่า ไม่เป็นไร.. ไม่ต้องเข็นมีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว
  ในหลวงมีรับสั่งว่า.....แม่ของเรา....
ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น.... เราเข็นเองได้...
นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน...เป็นกษัตริย์....ยังมาเดินเข็นรถให้แม่
ยังมาป้อนข้าว...ป้อนน้ำให้แม่...ป้อนยาให้แม่
ให้ความอบอุ่นแก่แม่....เลี้ยงหัวใจแม่...
ยอดเยี่ยมจริง ๆ... เห็นภาพนี้แล้ว.....ซาบซึ้ง.....
  มาตามดูต่อ..... หวังที่ 3. เมื่อถึงยาม...ต้องตาย...วายชีวา...
หวังลูกช่วย..ปิดตา.......เมื่อสิ้นใจ...
  วันนั้น... ในหลวง..เฝ้าสมเด็จย่า อยู่จนถึงตี 4 ตี 5
เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน...จับมือแม่..กอดแม่...ปรนนิบัติแม่...
จนกระทั่ง.."แม่หลับ..." จึงเสด็จกลับ...
พอไปถึงวัง...เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า...สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์...
ในหลวง..รีบเสด็จกลับไป..ศิริราช...
เห็นสมเด็จย่า..นอนหลับตาอยู่บนเตียง..
ในหลวงทำยังไงครับ......?
ในหลวงตรงเข้าไป....คุกเข่า....
กราบลงที่หน้าอกแม่....พระพักตร์ในหลวง...ตรงกับหัวใจแม่...
"ขอหอมหัวใจแม่...เป็นครั้งสุดท้าย......"
ซบหน้านิ่ง....อยู่นาน... แล้วค่อย ๆ...เงยพระพักตร์ขึ้น....
น้ำพระเนตรไหลนอง......
ต่อไปนี้....จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว....
เอามือ...กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ...ทีไกวเปลนี้แหละ
ที่ปั้นลูก...จนได้เป็น กษัตริย์...เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง...
ชีวิตลูก...แม่ปั้น...มองเห็นหวี....ปักอยู่ที่ผมแม่....
ในหลวงจับหวี...ค่อย ๆ หวีผมให้แม่...หวี...หวี...หวี....หวี...ให้แม่สวยที่สุด....
แต่งตัวให้แม่...ให้แม่สวยที่สุด...ในวันสุดท้ายของแม่....
  เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด....
เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู...
หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว....
กษัตริย์...ยอดกตัญญู
  ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

~*~*~ รักแรกพบ ....... ของ ในหลวง กะพระราชินี ~*~*~ ~*~*~ รักแรกพบ ~*~*~
รักแรกพบ ....... ของ ในหลวง กะพระราชินี
โดย..... ย้อนหลังไป ปี พุทธ ศักราช ๒๕๒๑
ปี ๒๕๒๑
ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานสัมภาษณ์
ในภาพยนตร์ สารคดีเรื่อง " ขวัญของชาติ "
ออกเผยแพร่ ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
พระราชทานสัมภาษณ์ถึง ...." รักแรกพบ " มีความตอนหนึ่งว่า .......
สำหรับ.... ข้าพเจ้า... เป็นการ " เกลียดแรกพบ " มากกว่า " รักแรกพบ "
เนื่องเพราะ ….. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.... รับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย ๔ โมง
แต่…… จริงแล้วเสด็จมาถึง ๑ ทุ่ม ช้ากว่านัดหมายตั้ง ๓ ชั่วโมง
ทรงทำให้ ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่จนแล้วจนเล่า
จึง เป็นการ " เกลียดเมื่อแรกพบ " มากกว่า " รักเมื่อแรกพบ "
ข้าพเจ้า......ไม่ทราบมาก่อนว่า พระองค์ท่านทรง…..รัก
ข้าพเจ้า เพราะเวลานั้นอายุเพิ่งย่าง ๑๕ ปี
ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักเปียโน..... เป็นนักเปียโนที่แสดงในงานคอนเสิร์ต
ตอนพระองค์ท่านประทับที่โรงพยาบาล
หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ มีพระอาการหนักมาก
ตำรวจเขาโทรศัพท์ไปกราบบังคมทูล สมเด็จพระราชชนนี
พระองค์ท่าน รีบเสด็จไปทันที
แต่แทนที่......พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชปฏิสันถารกับพระองค์ท่าน
กลับทรงหยิบรูปข้าพเจ้าออกมาจากกระเป๋า
………โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า
พระองค์ทรงมีรูปของข้าพเจ้าอยู่แล้ว……………
พระองค์ ก็ตรัสให้นำตัวข้าพเจ้าเข้าเฝ้า
......พระองค์ทรง รักข้าพเจ้าตอนนั้น..........
ข้าพเจ้าคิดถึงแต่เรื่องที่จะอยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารักเท่านั้น
ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่ และ ภารกิจ....ของพระราชินีเลย
……………มีต่ออีกนิดว่า........
ในหลวงเคยประทานสัมภาษณ์คล้าย ๆ กับว่า
วันที่พระองค์ทรงไปล่าช้านั้น เพราะติดภารกิจบางอย่าง
แต่พอไปถึงก็เห็นสาวน้อย คนหนึ่ง ทำหน้ามุ่ย ไม่พอใจอยู่ (ที่ต้องรอนาน)
หลังจากวันนั้นพระองค์ก็ทรงหลงรักแรกพบครั้งนั้น
จนกระทั่งมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์.................
..................ทรงพระเจริญ
 

 

 

 

edit @ 27 Apr 2009 12:08:07 by 。◕‿◕。 Story Of Varieties 。◕‿◕。

ปรัชญาความรัก

posted on 23 Apr 2009 10:24 by funnyclub  in Hot

ปรัชญาความรัก

มิตรภาพ  คือ ความรักลบด้วยเซ็กส์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป ส่วนรัก คือ มิตรภาพบวกด้วยเซกซ์และลบเอาเหตุผลออกไป

การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็นเรื่องของอะไรบางอย่าง ส่วนการได้รักและถูกรักเป็นทุกสิ่งอย่าง คุณอาจจะเป็นแค่ “คนๆ หนึ่ง” ในโลกใบนี้ แต่คุณอาจจะเป็น “โลกทั้งใบ” ของคนๆ หนึ่งก็ได้

  คุณรู้ว่าคุณรักเค้า  ก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้เค้ามีความสุข  แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายถึงการที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน 
 ความรักนั้นเห็นไม่ได้ด้วยตา  แต่สัมผัสได้ด้วยใจ
 จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ  "อยู่ด้วยได้" จงแต่งงานกับคนที่คุณ  "ขาดไม่ได้"
 
จำไว้นะเพื่อน ๆ ด้วยความปรารถนาดีจาก SnOoPy

edit @ 23 Apr 2009 10:24:48 by 。◕‿◕。 Story Of Varieties 。◕‿◕。

edit @ 23 Apr 2009 10:25:01 by 。◕‿◕。 Story Of Varieties 。◕‿◕。

“กิ๊ก” ไม่ “กิ๊ก”

posted on 18 Apr 2009 09:41 by funnyclub  in Hot

 

 

 

 



    “ความรัก” สร้างพลังชีวิต ทำให้เกิดความหวัง กระชุ่มกระชวย มองโลกสดใส หันมาเอาใจใส่ตัวเองให้ดูดี และอยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไรก็ตาม ความรักในโลกยุคใหม่ยังอาจนำไปสู่อันตราย ที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บ การบาดเจ็บ และอาจถึงตายได้หลากหลายรูปแบบ

    ต้นคิดขอถือโอกาสสะกิดเตือนคุณผู้อ่านที่คิดจะย้อมหัวใจให้เป็นสีชมพู ให้เหลียวหน้าระวังหลังสักนิดก่อนคิดรักใครแบบ “เสี่ยงๆ”

“กิ๊ก” อาหารจานด่วนของหัวใจ

     เรื่องของ “กิ๊ก” คืบคลานเข้ามาสู่ชีวิตคนไทยเมื่อไหร่ไม่มีใครบอกได้ แต่กลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมารายงานการศึกษาวิจัยเรื่อง “กิ๊ก มากกว่าเพื่อน...แต่ไมใช่แฟน” ของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโดย น.ส.ธนพร สง่าศรี น.ส.นิศารัตน์ ตันติเมธ น.ส.มยุรี ปัทม์กชกร น.ส.วีรนุช พลรวมเงินและนายอาทิตย์ สุวรรณเกษม กล่าวไว้ว่า นิยามความรักในหมู่วัยรุ่นที่เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน มี

    ความรู้สึกพิเศษ ผูกพันกัน คิดถึงกัน แต่ไม่ใช่แฟนกันนี้ มีคำเรียกตามแต่ละยุคแต่ละสมัยแตกต่างกันคือ ยุคแรกเรียกว่า “เด็ก” ยุคต่อมาเรียกว่า “โปร” จนถึงปัจจุบันคำที่นิยมเรียกกันมากที่สุดคือ คำว่า “กิ๊ก”ในรายงานเล่มนี้ระบุถึงความหมายของคำว่า “กิ๊ก” ในความเข้าใจของนักศึกษาไว้ 2 ความหมาย

    ความหมายแรก คือ “กิ๊ก” ไม่ใช่ “ชู้” กิ๊กมีสถานะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ยังไม่ใช่แฟน และอาจมีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีอะไรกันก็ได้ ส่วนชู้เป็นแฟนที่ไม่ได้เป็นแฟนอันดับหนึ่ง แต่ได้รับการยอมรับ และให้เรียกสถานะได้ว่าเป็นแฟน อาจมีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีก็ได้

    ความหมายที่สอง “กิ๊ก” คือ คนที่เราใส่ใจมากกว่าเพื่อน รู้สึกพิเศษเกินเพื่อน แต่ไม่ได้คิดกับเขาแบบแฟน คือ ไม่รู้สึกพิศวาส ไม่อยากอยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่า ไม่อยากอยู่บ้านเดียวกัน แต่ถ้าเห็นหน้ากัน ทุกวัน คุยกันนานๆ คงดีในภาพรวม คนส่วนใหญ่ให้ความหมายกับสถานภาพ “กิ๊ก” ไปในทางเดียวกันว่าเป็นคนที่มีความรู้สึกพิเศษ ผูกพันกัน คิดถึงกัน แต่ไม่ใช่แฟนกัน หรือสรุปสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “กิ๊ก ไม่ใช่ชู ้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก”

    อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่ไม่มีการฟันธงชัดเจน นั่นคือ การมีกิ๊กพัวพันไปถึงเรื่องเซ็กส์หรือไม่ โดยบางกลุ่มบอกว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องล้ำเส้นสำหรับกิ๊ก ขณะที่ที่บางคนบอกว่าไม่แปลกที่จะการเป็นกิ๊กจะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์

กิ๊กกับ “เซ็กส์” ใครว่าของต้องห้าม?

    ก้าวผ่านความเห็นไปสู่ความจริง ในปีเดียวกันนั้น สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับของประชาชนเรื่อง “ตัวบ่งชี้มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการนอกใจคู่รัก (การมีกิ๊ก) จากการสุ่มตัวอย่างประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,480 ตัวอย่าง พบว่า มากกว่า ร้อยละ 98 เคยนอก ในแฟนตนเองด้วยการมีกิ๊ก และในจำนวนนี้ ร้อยละ 60 เคยทีเพศสัมพันธ์กับกิ๊กของตนเอง

ตารางที่ 1 แสดงผลสำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์การมี “กิ๊ก” ของคนไทยในปี พ.ศ.2550

             พฤติกรรมโดยภาพรวม                        ร้อยละ
         ภาพรวมของการมีกิ๊กในสังคมไทย               98
         มีเพศสัมพันธ์กับกิ๊กของตนเอง                    60
         เคยมีกิ๊กโดยเฉลี่ย 3 คน                           36.9
         เคยมีกิ๊กและยังคบกันอยู่                           40
         ยอมรับไม่ได้หากทราบว่าคนรักของตนมีกิ๊ก     85

                          ที่มา เอแบคโพลล์, 2550

    ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมกิ๊กถึงเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่แพร่ระบาดสู่ชีวิตของคนไทยมากมายถึงเพียงนั้น

    ในการสำรวจครั้งนี้ได้ล้วงลึกไปถึงปัจจัยที่สำคัญที่ให้เกิดการนอกใจคู่รักหรือคู่สมรส และพบว่าสาเหตุสำคัญ 3 อันดับแรก คือ ความจู้จี้ขี้บ่นของหญิงและความไม่เอาไหนของชาย ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ไม่ดี ทะเลาะเบาะแว้งกัน และ ความเหงา ขาดความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัว ไล่เรียงกันมาตามลำดับ

ตารางที่ 2 แสดงผลสำรวจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้นอกใจคู่รักหรือคู่สมรส

                          มูลเหตุ                                                     ร้อยละ
    บ่นของหญิง และความไม่เอาไหนของชาย                                  83.3
    ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ไม่ดี ทะเลาะเบาะแว้งกัน                   80.7
    ความเหงา ขาดความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัว                       80.2
    การมีอำนาจเงิน และอำนาจในหน้าที่การงานระดับสูง                       73.0
    ยอมรับไม่ได้หากทราบว่าคนรักของตนมีกิ๊ก                                   71.3
    การมีฐานะทางการเงินที่ดี มีเงินเหลือใช้                                      70.4
    ความผิดปกติทางจิตบางอย่าง เช่น ต้องการชดเชยสิ่งที่ขาดความรัก     66.9
    ต้องการแสวงหาความสุขทางเพศในรูปแบบใหม่ๆ กับคนใหม่ๆ             64.4
    คนรัก/คู่สมรส ให้ความสุขทางเพศได้ไม่เต็มที่                                59.8
    ต้องการพิสูจน์ว่าตนเองเป็นคนที่มีเสน่ห์ มีความสามารถ                     57.1
    ความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงาน การเรียน                                57.0

                                             ที่มา เอแบคโพลล์,2550

   เป็นกิ๊ก เสี่ยงตรงไหน?
      มีคำเตือนถึงภัยจากนักสังคมศาสตร์ถึงการมีกิ๊กว่ามีด้วยกันหลายสถานดร.นพดล กรรณิกา แห่งเอแบคโพลล์ กล่าวว่า พฤติกรรมการนอกใจคู่รักและการมีกิ๊กอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่สำคัญที่ทำลายสถาบันครอบครัวไทยซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคงของสังคม

       ด้าน ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา แห่งศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ชี้ว่า ถ้าครอบครัวไหนรู้ความจริงว่าสามีหรือภรรยาตัวเองไปมีกิ๊ก หรือนอกใจไปมีคนอื่น เชื่อว่าไม่มีใครทำใจได้ เพราะถือเป็นการนอกใจ เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้ความจริงจึงต้องมีการคุยกัน เพื่อให้เกิดความกระจ่างท้ายที่สุดหนีไม้พ้นต้องลงท้ายด้วยการทะเลาะกัน

       “การมีกิ๊กทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได ้ คือเกิดการมั่วเพศ เกิดโรคติดต่อ สร้างความร้าวฉานเกิดขึ้นในครอบครัว เกิดการทำร้ายร่างกายและที่สุดแล้วบางครอบครัวเกิดการหย่าร้าง ในบางครอบครัวที่ตกลงกันไม่ได้อาจนำพาไปสู่การแก้ปัญหาที่รุนแรง มีการฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นจากนั้นฆ่าตัวเองตาม นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม”

      นั่นคือคำเตือนถึงบทลงเอยของโลกสีชมพูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังความสัมพันธ์ฉันท์ “กิ๊ก”








ที่มา .. mcot.net

 

 

 

 

แซวเล่นๆขำๆนะครับ ร้อนๆอย่าเครียดมาก
" ตัวมัธยม นมมหาลัย"

 

 

 "ชายแรกเป็นความรู้ ชายเจ้าชู้เป็นประสบการณ์"

 

"ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง กระเทยงามก็ต้องแปลง"

 

 "ตากแดดตาก-ลม เพราะนมสองเต้า "

 

 

"คิดดีแล้วหรือ ที่จะหือกับพี่"

 

"รถยังมีอะไหล่ แต่หัวใจไม่มีสำรอง"

 

" รักจริง ทิ้งจริง"

 

"มีลูกกวนตัว มีผัวกวนT-E-E-N"

 

"ดีใจแทบบ้า คันหน้าก็ลาว"

"รถ KU อยู่ไหนนนนนนน"

 

"ถูกจับไม่ ว่า ขอซ่าไว้ก่อน"
ขออีกอันนะครับพี่เต๋า เดี๋ยวผมจะรีบแกล้งตาย

 

"เห็น งาน เป็น ลม .. เห็น นม สู้ ตาย"

 

"เมียเผลอแล้วเจอกัน"

 

 "ถึงจะขับสิบล้อ .. แต่ก็ได้หมอเป็นเมีย"

 

 ทีทับไม่ร้อง ทีท้องจะให้รับ

 

ขนาดชวนยังหลีกภัย แล้วพี่เป็นใครถึงไม่หลีกผม

 

"เรารู้ใจตำรวจไทย"

 

 

 เมียซื้อเงินสด .. รถซื้อเงินผ่อน

 

 

 "อยู่ที่ลีลา หน้าตาไม่เกี่ยว"  

 

พลาดจากน้อง พี่ก็จ้องกระเทย

 

จงซื่อสัตย์กับแฟนตัวเอง แล้วจงครื้นเครงกับแฟนคนอื่น

 

 

"โตขึ้นเป็นสิบล้อ"

 

 "วัตถุโตไว"

 

หญิงหนึ่งในดวงใจ หญิงทั่วไปคือกำไรชีวิต

 

คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็น..ตุ๊......

 

 

หลงเมียจะแย่ รักแม่ดีกว่า 

 

 

เหงื่อทุกหยาดหยด เพื่ออนาคตน้องเมีย

 เหยียบเบรคคิดถึงเมีย เข้าเกียร์คิดถึงเธอ

 

รถก็เก่า เมียก็แ.....

 

ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย

 

 

 ไม่ใหญ่เท่าแขน ทำแทนไม่ได้

 

รู้จักข้อย น้อยไปแล้ว

ยามกินพี่จะป้อน ยามนอนพี่จะปล้ำ

 

ม่ายรู้ววว กรูมาวววววว

 

รักน้องจริงยิ่งกว่าลิงรักกล้วย

 

รถกับผัวของส่วนตัวห้ามยืม  (กกน.อีกอย่าง หุหุ)

 

ปีนี้กระบะ ปีหน้ากะเบนซ์

 

สามีคือเป้าหมาย ผู้ชายคือทางผ่าน คบเด็กคือนิพพาน >>ขึ้นคานคือตายทั้งเป็น

 

เจ็บแล้วจำ คือคน เจ็บแล้วทน คือควาย

 

 

 "เรียนไปปวดหัว มีผัวดีกว่า"

 

"อก เอว ไม่เคยสน อย่าจนเป็นพอ"

 

รักเมียต้องอดทน ต้องเป็นคนเคารพเมีย
รักเมียต้องส่งเสีย อย่าให้เมียต้องสงสัย
รักเมียต้องรักเดียว อย่าได้เที่ยวไปรักใคร
รักเมียต้องทำใจ ถึงอย่างไรเธอก็เมีย
รักเมียอย่าขี้เหล้า ถ้าเมียเหงาเราจะเสีย
รักเมียอย่าอ่อนเพลีย คนรักเมียต้องเข็งแรง
รักเมียอย่าเที่ยวดึก จะเกิดคึกผิดสำแดง
รักเมียอย่ารุนแรง ค่อย ๆ แซงอย่าขับไว
รักเมียต้องยอมเมีย เพราะว่าเมียไม่ยอมใคร
รักเมียต้องเข้าใจ ไม่มีใครใหญ่กว่าเมีย
รักเมียอย่าเถียงเมีย คำพูดเมียใหญ่กว่าใคร
ชาติหน้ามีฉันใด จงจำไว้อย่ามีเมีย

 

ที่มา .... www.pantip.com

ขอบคุณเพื่อนๆ อีกครั้งนะครับ

edit @ 28 Mar 2009 11:15:48 by 。◕‿◕。 Story Of Varieties 。◕‿◕。

 

 

 

 

1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม
และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย
ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ
หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน'



2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อ Gillette ยิลเลตต์เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน
แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น
อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกนครั้งแรก ส่วนยิลเลตต์จะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง
หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน
ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน

3 ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม
เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่
ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก
นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกันเถอะนะคะ

4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา
จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธิตยกตัวอย่างให้ ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

5. รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า)
พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร ธุดงค์ ไปเรียนหนังสือ ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ
บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด
เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง


6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร
ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง


7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้ เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก
และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง

8. ชุดคอมพิวเตอร์ อู้วววว.... ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า
ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน ... ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ

9. น้ำยาเช็ดพื้น เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร??
เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด
สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย

10. แชมพู
พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไปทำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย
แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี
คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ
ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตรง แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป
เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น
สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ
แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล
สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค
อย่างคลินิคเป็นต้น แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู
พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ว่า
เราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ
เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน... ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ


การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับท่านพุทธศาสนิกชนที่มีจิตกุศลต้องการทำสังฆทาน และกับพระภิกษุสามเณร ผู้รับสังฆทาน ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไปค่ะ

สุดท้ายนี้ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศลนะคะ บุญรักษาค่ะ

edit @ 24 Mar 2009 10:38:23 by 。◕‿◕。 Story Of Varieties 。◕‿◕。

10 สิ่งที่ทำให้คนรักคุณ

posted on 26 Feb 2009 15:17 by funnyclub  in Hot

 

10 สิ่งที่ทำให้คนรักคุณ



 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...



 

10 Things to make people Love You (first)

         โลกหมุนได้ด้วยความรัก และพินาศย่อยยับก็ด้วยความชัง...ความรักจะช่วยปะชุนและถักทอส่วนที่ขาดแหว่งให้เต็มครบ ขณะที่ความชังจะคอยยื้อผลาญ ยื้อกระชาก สิ่งที่มีให้ยิ่งขาดออกจากกัน ทั้งโลกหรือชีวิต จึงต้องการความรักเป็นสิ่งเชื่อมประสาน

ชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง ::

         ความรักจะทำให้เขาอิ่มเต็มในตัวเอง มีความนับถือตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง และความรัก (ตัวเอง) จะชักนำให้เขาทำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อชีวิต ไม่นำชีวิตให้เขวไปในทางเสียหาย

ชีวิตคู่ ::

         ความรักจะทำให้เรารู้จัก "หนักนิดเบาหน่อย" รู้จักแบ่ง รู้จักให้ รู้จักอดใจที่ต้องเผชิญกับสิ่งไม่อยาก

ชีวิตครอบครัว ::

         ความรักจะทำให้เยื่อใยของความเป็นพ่อ แม่ ลูกหรือความเป็นพี่เป็นน้องเหนียวแน่น เป็นแกนให้คนซึ่งแตกต่างกันได้ยึดเกาะ และรู้สึกว่าเรามีอะไรบางอย่างร่วมกันอยู่ หรือที่คนทั่วๆ ไปสัมผัสได้ผ่านคำว่า "สายเลือดเดียวกัน"

คนร่วมสังคม ::

         ความรักจะทำให้เรารู้จักเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และเกิดการร่วมทุกข์ร่วมสุข คำนึงถึงคนส่วนใหญ่และความถูกต้องเป็นสำคัญ ความถูกใจส่วนตัวเอาไว้ทีหลัง จึงเกิดการประนีประนอมและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข

         ไม่มีความราบรื่นใดเทียบได้เท่ากับ "การเป็นที่รัก" ของคนอื่นๆ มี 10 สิ่งที่คนอื่นๆ จะรักคุณได้ง่ายขึ้น หากคุณมีและทำในสิ่งเหล่านี้ นั่นคือ

 1. รอยยิ้มจากใจของคุณ

         เหมือนต้นไม้มีดอกประดับต้น ทั้งคนทั้งผึ้งต่างก็อยากจะอยู่ใกล้ๆ รอยยิ้มจึงเป็นความสดใส สวยงาม ที่ต้องมีไว้ดุจเครื่องประดับและเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจคน ตลอดจนเป็นเครื่องหมายของความผ่อนคลาย ทำให้คนอื่นสบายใจที่จะได้อยู่ใกล้ๆ โดยที่รอยยิ้มนั้น ต้องผลิดอกออกผลมาจากความสดใสและความจริงใจไม่ใช่แสร้งยิ้ม เพราะคนที่เห็นรอยยิ้มย่อมทราบดีว่าเป็นยิ้มที่มาจากความรู้สึก ยิ้มตามมารยาท หรือฝืนยิ้ม

 2. วาจาที่เปี่ยมความสัตย์ของคุณ

         ความเป็นคนพูดจริง พูดดี พูดแล้วเชื่อถือได้ พูดไม่ไร้สาระ พูดอย่างไม่เชือดเฉือน เหน็บแนม เป็นอีกสิ่งที่ทำให้คนที่อยู่ด้วยสบายใจ เชื่อใจ ผ่อนคลาย และเปิดเผย ยิ่งอยู่ด้วยนานเท่าไร ก็จะยิ่งเทใจให้มากเท่านั้น

 3. สีหน้าที่ไม่ซ่อนอะไรไว้ข้างหลังของคุณ

         มีคำกล่าวว่า "รู้หน้าไม่รู้ใจ" เพื่อเตือนให้คนพินิจพิจารณาการคบหากับผู้อื่นให้ถ้วนถี่ บางคนหน้าตาดีแต่ใจทราม หน้ากับใจอาจไม่สัมพันธ์กันในแง่ความงาม แต่ในแง่ของความรู้สึก มันสัมพันธ์กันเสมอ เพราะกล้ามเนื้อบนใบหน้าทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ เป็นไปตามภาวะอารมณ์หรือความรู้สึกจริงๆ ในใจคน ยกเว้นพวกเซียนแห่งการเสแสร้งเท่านั้นที่จะสามารถ "สวมหน้ากาก" คือปรับเปลี่ยนสีหน้าเพื่อซ่อนอารมณ์จริงๆ ไว้ข้างหลัง ซึ่งแน่นอน คนเช่นนี้ไม่มีใครรัก และไม่มีใครอยากคบ จึงต้องฝึกตนไม่เป็นคนชักสีหน้า มีความจริงใจ ผ่าเผย เปิดใจ ไม่หน้าอย่างใจอย่าง

 4. ภาษากายที่สะท้อนความในใจของคุณ

         บางคนพูดดี สีหน้าปลอดโปร่ง ยิ้มหวาน แต่ซ่อนอาการไว้ที่การ กอดอก ระยะห่างของการยืนคุย มือที่กำเกร็ง ตาที่บอกความเบื่อหน่ายออกมา ฯลฯ พึงระลึกไว้ว่า มือไม้แขนขา สีหน้า ท่าที ล้วนมีความหมายที่ทำให้คนอื่นสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตร ความเป็นคนง่ายๆ ความเป็นคนระวังระไว หรือพวกไว้ตัว

 5. อารมณ์อันคงที่ของคุณ

         ไม่มีใครรักหรืออยากอยู่ใกล้คนที่อารมณ์แกว่งไกวจนคาดเดาไม่ได้ว่าจะระเบิดปึงปังเมื่อไร หรืออารมณ์ดีตอนไหน วินาทีที่อารมณ์ดีๆ อย่างนี้จะคงที่ไปจนถึงเมื่อไร ไม่มีใครรู้สึกปลอดภัยที่ต้องอยู่กับคนประเภทนี้ หากจำเป็นจะต้องอยู่ด้วย ก็มักจะอยู่ด้วยความกังวล เกร็ง กลัว และขาดความสุข

          ฉะนั้น โปรดประคองอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ คงเส้นคงวาแน่นอนค่ะ คนเรามีเวลาเดือดดาลหรืออารมณ์เสีย แต่ไม่ใช่เสียทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และทุกๆ ครั้งคาดเดาไม่ได้ว่าเหตุเกิดจากอะไร หมั่นประคองสติเอาไว้ คอยเตือนตนตั้งแต่อารมณ์เริ่มก่อตัว รู้ทันอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ และคลี่คลายอารมณ์นั้นให้ได้ในที่สุด อย่าเอาอารมณ์เสียๆ ไปกระทบกระแทกคนอื่น แม้ว่าเรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียจะเกิดจากคนอื่นก็ตาม หากจะไต่สวนเพื่อพิจารณาความผิดอันเกิดจากการกระทำที่ชวนให้อารมณ์เสีย ก็ให้ไต่สวนโดยไม่มีอารมณ์ (เสียๆ) เข้าไปข้องเกี่ยว อย่างนี้จะทั้งน่ารักและน่านับถือเลยทีเดียว

 6. ความรู้ความสามารถของคุณ

         คนมีความรู้ความสามารถย่อมเป็นที่พึ่งของคนที่รู้น้อยกว่า หรือหย่อนความสามารถกว่า ซึ่งแปลว่ามีแค่ความรู้ความสามารถไม่พอแต่ต้องมีความเห็นอกเห็นใจ คอยเอาใจใส่ และให้การช่วยเหลือคนอื่นด้วย

 7. น้ำใจไมตรีของคุณ

         คนเราอยู่ด้วยกัน ต้องมีน้ำจิตน้ำใจต่อกันบ้าง ไม่มีใครรักคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น้ำใจไม่ได้แปลว่าต้องมีวัตถุสิ่งของมาแบ่งปันให้ แต่ยังหมายถึงการช่วยเหลือกันในยามฉุกละหุก การห่วงใยเอาใจใส่ คำพูดที่ดี ที่เป็นกำลังใจ หรือแม้แต่ข้อความสั้นๆ ช่วยจำหรือเติมพลังใจให้ เท่านี้ก็ชื่นใจนักหนาแล้ว

 8. ความดีงามในตัวคุณ

         รู้จักตนเอง รู้จักผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน และเคารพในกันและกัน คือความดีงามขั้นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความดีงามในการอยู่ร่วมกันอีกเป็นร้อยเป็นพันข้อ คนที่มีความดีงามในตนเองย่อมดึงดูดคนดีๆ มาอยู่ด้วย เป็นที่รักและเคารพของคนรอบตัว

 9. จิตสาธารณะของคุณ

         ไม่ใช่แค่ดีลำพังตน แต่ต้องปรารถนาให้ผู้คนและสังคมได้รับสิ่งดีๆ เพิ่มขึ้นด้วย จึงต้องพร้อมที่จะอุทิศตัวหรือมีส่วนสร้างสังคมที่แข็งแรง ตามกำลังที่ตนจะสนับสนุนได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทรัพย์ แรง ความรู้คำแนะนำ การมีส่วนร่วม หรือความเอาใจใส่ที่จะแบ่งปันหรือทุ่มเทให้ คนที่มีจิตใจเช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักและที่สรรเสริญของทุกๆ คน

 10. ความยุติธรรมของคุณ

         เราต่างเป็นปุถุชนที่อาจเลือกที่รักมักที่ชังได้ แต่ใครก็ตามที่เอาชนะอารมณ์พื้นฐานข้อนี้ได้ด้วยการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนที่ชอบพอหรือไม่ ย่อมได้รับคำชื่นชมและมีคนเคารพรักเป็นอย่างมาก หลายคนเป็นคนดี มีอัธยาศัยไมตรีน่ารัก มีจิตสาธารณะ ทว่าเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ต้องให้ความเป็นธรรมกลับให้ไม่ได้ มีความโน้มเอียงไปข้างใดอย่างไม่สมเหตุสมผล ความรักความนับถือที่เคยได้รับก็หายหมด คุณคงไม่อยากจะเป็นเช่นนั้นใช่ไหมคะ

         ความรัก ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครรอรับฝ่ายเดียว หากในชีวิตของคุณได้พบใครก็ตามที่มีคุณสมบัติดีๆ ทั้งหลายที่กล่าวไว้นี้ คุณก็ต้อง "ให้ความรักเป็น" หมายถึงคุณยอมรับความดีงามของคนอื่นได้ ยินดีชื่นชม และให้ความเคารพอย่างที่เขาควรได้ นี่คือ "ที่สุดของความน่ารัก" คือการรู้จัก "รักคนอื่นด้วย"