Travel

 

 

 

 

 



 

วิธีฆ่าไวรัสใน แฟลช ไดร์ฟ (มติชน)

          ปัญหาติดไวรัสใน แฟลช ไดร์ฟ ขณะนี้มีกันมาก วันนี้มีคำขอมาบอกกัน จนถึงวิธีแก้ปัญหา รวมทั้งจัดการฟอร์แมต (format) แฟลช ไดร์ฟ ให้สะอาด ปราศจากเชื้อทั้งหลายมารบกวน ทุกวันนี้ แฟลช ไดร์ฟ เป็นอุปกรณ์สำคัญ หลายคนมีพกติดตัว พอๆ กับการมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะความสะดวกในการใช้งานและความสามารถที่จัดเก็บข้อมูลได้มาก

          ท่ามกลางความสะดวก แฟลช ไดร์ฟ กลายเป็นตัวการทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์รู้สึกขยาด บ่อยครั้ง แฟลช ไดร์ฟ เป็นตัวนำไวรัสมาเผยแพร่ เป็นของฟรีที่ไม่ต้องการเอาเสียเลย จึงต้องหาวิธีจัดการ

          มื่อไม่กี่เดือนก่อนช่วงปลายปี 2550 ไวรัสเหล่านี้ทำความเดือดร้อนให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไปทั่ว เพราะโปรแกรมแอนตี้ไวรัสทั้งหลายอัพเกรดไม่ทัน หรือรู้ไม่เท่าทันไวรัสเหล่านี้ จนไม่สามารถใช้งานได้ อาการคือเวลาเสียบแฟลชไดร์ฟเข้าไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ จะเปิดแฟลชไดร์ฟได้ เปิดไฟล์ได้ ลากไฟล์ออกมาได้ (copy ไปไดร์วอื่น) แก้ไขงานในไฟล์ได้แต่เมื่อทำงานเสร็จจะสั่งบันทึกมันจะไม่ยอมบันทึก หรือจะลบไฟล์ ก็ไม่ยอมเหมือนกัน สั่งให้ Format ก็ไม่ทำอีก บอกแต่ว่า disk protect ทั้งที่ไม่เคยสั่งให้ protect ตรงไหน

          ยิ่งตามเว็บไซต์ต่างๆ มีผู้รู้ และใจดีต่างก็เผยแพร่แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งต้องเข้าไปแก้ใน system ของ windows แต่ก็มีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่อัพเดทตลอด บางทีก็ไม่ได้ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอม ยิ่งนานวันเข้า ไวรัสยิ่งก๊อปไฟล์ ก๊อปตัวเองวิ่งเข้าไปในส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตามคำสั่งที่จะผ่านเข้าไปได้

          เพื่อจัดการแก้ปัญหา ต้องจัดการ "ฆ่าไวรัส" ให้มันสิ้นไป ด้วยการสั่ง Format เริ่มต้น ไปที่ start manu กดที่ run-พิมพ์ cmd กด ok เมื่อหน้าจอ dos ขึ้น พิมพ์ลงไปดังนี้

          (กรณีที่ไดร์ฟแฟลชไดร์ฟคือไดร์ว F) พิมพ์ว่า Format F:/fs:Fat32 หลังจากนั้น เครื่องก็จะจัดการฟอร์แมตแฟลชไดร์ฟให้เรา

          แล้วเครื่องจะถามเกี่ยวกับ Label ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร ถ้าไม่ก็กดผ่านไปเป็นอันว่าเสร็จ นำ แฟลช ไดร์ฟ กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

          สิ่งที่พึงระวังคือ ผู้ใช้งาน แฟลช ไดร์ฟ ต้องหมั่นอัพเดทโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ด้วยตนเอง จาก Google ค้นหา พบว่ามีเว็บไซต์ที่แนะนำเรื่องต่างๆ มีอยู่มาก และอย่าเพิ่งทิ้ง แฟลช ไดร์ฟ ที่คิดว่าใช้งานไม่ได้ บางทีแค่ติดไวรัส แต่ยังขาดการกำจัดมันเท่านั้น เพียงฟอร์แมตก็กำจัดได้แล้ว ยิ่งกว่านั้น พยายามปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ และ แฟลช ไดร์ฟ ด้วยการไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น ถ้าจำเป็นก็ให้ขยันสแกนไวรัส โดยไม่ปล่อยให้มันลุกลาม และมีอาการหนัก

ไวรัส

สำหรับโปรแกรมดาวน์โหลดจัดการไวรัสใน แฟลช ไดร์ฟ

          1. Ad-Aware SE Professional Build 1.06r1

          2. RemoveIT Pro v4 - SE

          3. avast! Virus Cleaner Tool

          4. ClamWin Free Antivirus Version 0.93.1

          5. Trend Micro Sysclean Package

          6. Cureit Scaner for Windows

          เป็นโปรแกรมสำหรับฆ่าไวรัสใน FlashDrive , Remove Drive โดยโปรแกรมตรวจสอบการเสียบอุปกรณ์ Remove ต่างๆ เมื่อเจอจะฆ่าไวรัสให้ และมีการ Update ฐานข้อมูลเองเมื่อเจอไวรัสที่ไม่รู้จัก โดยการวิเคระห์จากไฟล์ Autorun.inf ที่เป็นสื่อที่ไวรัสใช้แพร่ระบาด

          เพียงเท่านี้ ก็น่าจะจัดการความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นได้
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 

วัด ร่อง ขุ่น เชียง ราย

posted on 17 Dec 2008 09:10 by funnyclub  in Travel

 

 

 

สถานที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่บ้านร่องขุ่น ริมถนนพหลโยธิน กม. ที่ 816 ออกแบบและก่อสร้าง
โดยอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดย บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่
และขยายออกเป็น 12 ไร่ อุโบสถ ประดับกระจกสีเงินแวววาววิจิตรงดงามแปลกตา
ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธาน
ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก 

ความหมายของอุโบสถ
สีขาวของโบสถ์แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาวหมายถึง พระปัญญาธิคุณของ
พระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็กหมายถึง
โลกมนุษย์ย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามาร หรือพระราหูหมายถึง กิเลสในใจแทน
ขุมนรกคือทุกข์ ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหา
ของตนเองทิ้งลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชิระจิตเราให้ผ่องใสถึงจะเดินผ่านขึ้นไป
บนสันของสะพานจะประกอบไปด้วยอสูรอมกัน 16 ตัว ข้างละ 8 ตัว อุปกิเลส 16
จากนั้นก็จะถึงกึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมระ เป็ฯที่อยู่องเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำ
หมายถึง สีนดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่แผ่นดินของ
พรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอก รอบอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก
ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วยพระโสดาบัน
พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่เราควรกราบไหว้าบูชา

ก่อนขึ้นบันได ครึ่งวงกลม หมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้น แทนอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ผ่านแล้วจึงขึ้นไปสู่แผ่นดินของอรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอก
และ บานประตู 4 บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง (ความหลุดพ้น)
แล้วจึงจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าวสู่พุทธภูมิ

ภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง 4 ด้าน เพดาน และพื้นล้วนเป็น
ภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรม

ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ ผมได้นำหลกธรรมอ้นสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไสู่ความว่าง (ความหลุดพ้น)

ช่อฟ้าเอก หมายถึง ศีล ประกอบด้วยสัตว์ 4 ชนิดผสมกัน แทน ดิน น้ำ ลม ไฟ ช้าง
หมายถึง ดิน นาค หมายถึง น้ำ ปีกหงส์ หมายถึง ลม และหน้าอก หมายถึง ไฟ
ขึ้นไปปกปักรักษาพระศาสนา บนหลัง ช่อฟ้าเอกเทินด้วยพระธาตุ หมายถึง
ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ และ 84,4000 พระธรรมขันธ์

ช่อฟ้าชั้นที่ 2 (บน) หมายถึง สมาธิ แทนด้วยสัตว์ 2 ชิด คือ หญานาคกับหงส์ เขี้ยวพญานาค
หมายถึง ความชั่วในตัวมนุษย์ หงส์ หมายถึง ความดีงาม ศีลเป็นตัวฆ่าความชั่ว (กิเลส)
เมื่อใจเราชนะเกิเลสได้ก็เกิดสมาธิ มีสติกำหนดรู้เกิดปัญญา

ช่อฟ้าชั้นที่ 3 (สูงสุด) หมายถึง ปัญญา แทนด้วยหงส์ปากครุฑ หมอบราบนิ่งสงบ
ไม่ปรารถนาใดๆ มุ่งสู่การดับสิ้นซึ่งอาสวะกิเวลภายใน

ด้านหลังหางช่อฟ้าชั้นที่ 3 มีลวดลาย 7 ชิ้น หมายถึงโพชฌงค์ 7 ลาย 8 ชิ้นรองรับฉัตร
หมายถึง มรรค 8 ฉัตรหมายถึงพระนิพพานลวดลายบนเชิงชายด้านข้างของ
หลังคาชั้นบนสุดแทนด้วยสังโยชน์ 10

เสา 4 มุม ด้านข้างโบสถ์ คือ ตุง (ธง) กระด้าง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้าตามคติล้านนา

ผู้ร่วมสนใจสมทบทุนสร้างพระอุโบสถ สอบถามที่ โทร.0 5367 3579

การเดินทาง
วัดร่องขุ่นตั้งอยู่ที่บ้านร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย ไปตามหางหลวงหมายเลข 1 สายพะเยา-แม่สาย
กม.ที่ 816 แยกซ้ายประมาณ 100 (เข้าทางเดียวกับน้ำตกขุนกรณ์) 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลทั่วไป :

แต่ก่อนสีชัง เป็นกิ่งอำเภอ ในจังหวัดชลบุรี แต่ปัจจุบันฐานะของสีชัง มีศักดิ์ศรีเป็นถึงอำเภอ แต่ความเป็นอำเภอของเกาะสีชังนั้น ประกอบไปด้วย เกาะเล็ก เกาะน้อยข้างเคียงอีก 8 เกาะ มีเนื้อที่ประมาณ 18 ตารางกิโลเมตร

ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ชุมชนเกาะสีชัง เป็นรูปเป็นร่างขึ้น กลายเป็นอำเภอเกาะสีชัง ซึ่งมี 7 หมู่บ้าน 6 หมู่บ้าน อยู่บนเกาะ ส่วนอีก 1 หมู่บ้าน อยู่บนเกาะขาม ใกล้ๆ กับเกาะสีชังนั่นเอง

 

เป็นเกาะใหญ่ที่มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของชลบุรี อยู่ห่างจากฝั่งศรีราชาประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นที่จอดพักเรือสินค้านานาชาติ และเป็นเกาะที่น่าท่องเที่ยวในบรรยากาศแบบท้องถิ่น ซึ่งสามารถแวะท่องเที่ยวในวันเดียวหรือพักค้างคืนก็ได้ ชุมชนเกาะสีชังอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะ เป็นที่ตั้งของท่าเรือเทววงศ์ (ท่าล่าง) และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางด้วยรถสามล้อเครื่องหรือสกายแล็ปไปยังจุดอื่น ๆ บนเกาะสีชังจุดท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง ได้แก่


      ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาห่างจากท่าเรือเทววงศ์ไปทางด้านเหนือของเกาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นถ้ำซึ่งดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ที่ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมจีนและไทย จากบริเวณศาลมองเห็นทิวทัศน์บ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้ชัดเจน มณฑปรอยพระพุทธบาท อยู่สูงขึ้นไปบนยอดเขาเดียวกับศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ รัชกาลที่ 5 ทรงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ บนยอดเขาเป็นจุดชมทิวทัศน์ทะเลได้โดยรอบ

      ช่องเขาขาด ตั้งอยู่ด้านหลังของเกาะ หากนั่งเรือผ่านจะเห็นเป็นช่องเขา ในบริเวณมีสะพานสำหรับเดินชมทิวทัศน์ สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงาม มีหาดหินกลม ซึ่งเต็มไปด้วยหินกลม ๆ ขนาดต่าง ๆ มากมาย ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับชมทิวทัศน์ของรัชกาลที่ 5




      พระจุฑาธุชราชฐาน ห่างจากท่าเทววงศ์ลงมาทางใต้ของเกาะ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับในฤดูร้อน ภายในบริเวณมีสภาพภูมิทัศน์ที่งดงาม ด้านหน้าเป็นชายหาดท่าวัง ถัดขึ้นไปเป็นตึกวัฒนา พระตำหนักทรงปั้นหยา เรือนไม้ลวดลายขนมปังขิง ตึกผ่องศรีหรือศาลาแปดเหลี่ยม ตึกอภิรมย์ และวัดวัดอัษฎางค์นิมิตรบนยอดเขาซึ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก ส่วนพระราชวังซึ่งทำด้วยไม้สักได้รื้อไปก่อสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ ที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ได้แก่ สระน้ำ บ่อน้ำ สะพานท่าเทียบเรือ และประภาคาร

     หาดถ้ำเขาพัง ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของเกาะ เป็นชายหาดกว้าง สะอาดและสวยงาม มีทรายละเอียด น้ำใสสะอาดเหมาะแก่การเล่นน้ำ การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะ เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะสีชังอยู่ห่างกันพอสมควร จะสะดวกมากหากจะเช่ารถสามล้อเครื่องจากท่าเทียบเรือไปชมสถานที่ต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษก็เที่ยวได้ทั่วเกาะ ค่าเช่ารถสามล้อเครื่อง คิดเป็นรอบ ๆ ละประมาณ 150-250 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและระยะทาง


     การเดินทาง จากกรุงเทพฯไปเกาะสีชัง ขึ้นรถจากสถานีขนส่งเอกมัยไปศรีราชา โดยลงรถที่หน้าห้างโรบินสันศรีราชา แล้วต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือสามล้อเครื่องมายังท่าเรือ

     มีเรือโดยสารจากศรีราชาไปเกาะสีชังทุกวัน ระหว่างเวลา 07.00-20.00 น. ออกทุก ๆ ชั่วโมง ใช้ระยะเวลาประมาณ 45 นาที อัตราค่าโดยสาร คนละ 40 บาท และจากเกาะสีชังมีเรือบริการข้ามมายังเกาะลอยฝั่งศรีราชา ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00-18.00 น. มีเรือออกทุก ๆ ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามได้ที่ เรือสีชังพาเลซ โทร. 0 3821 6276-82 หรือ เรือแสงประทีปบริการ โทร. 0 3831 3687

      นอกจากนี้ ยังมีบริการนำเที่ยวเกาะสีชังของ ไทยรุ่งทัวร์ เรือออกจากท่าคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ มีทั้งทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับ รวมอาหาร 3 มื้อ ราคา 1,290 บาท และแบบ 2 วัน 1 คืน รวมอาหาร 6 มื้อ ราคา 2,790 บาท ติดต่อ โทร. 0 2707 5599

 

 

ในที่สุดฤดูหนาวก็เดินทางมาถึงเมืองไทยเสียที ตื่นตอนเช้าๆ ก็มีลมหนาวพัดโชยมาทักทายอรุณสวัสดิ์ ทำให้หลายคนเริ่มเตรียมวางแผนการเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศเย็นๆ บนยอดดอยกันบ้างแล้ว
       
เปล่า... เราไม่ได้จะเตรียมแพ็คกระเป๋าหยิบเสื้อกันหนาวไปขึ้นดอยแต่อย่างไร แต่กลับหยิบครีมกันแดด เตรียมกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และชุดเล่นน้ำ ไปลุยทะเลที่ "เกาะกูด" แทน เพราะในช่วงหน้าหนาวนี้ก็ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวทะเลเช่นกัน ซึ่งช่วงไฮนี้ก็จะยาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนเลยทีเดียว

เกาะกูดถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด และยังเป็นเกาะที่อยู่ทางตะวันออกสุดของทะเลฝั่งอ่าวไทย แทบจะเลยออกไปในน่านน้ำของเขมรเลยทีเดียว โดยเอกลักษณ์ของเกาะกูดนั้นก็อยู่ที่หาดทรายขาวน้ำใสแจ๋ว และยังมีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และป่าต้นน้ำ ทำให้มีน้ำจืดใช้บนเกาะกันอย่างพอเพียง อีกทั้งยังไม่มีรีสอร์ท เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงมากมายนัก เกาะกูดจึงมีความเงียบสงบเป็นธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวหลายคนชื่นชอบ
       
และจากความสงบนี้เอง ทำให้การเดินทางไปมาบนเกาะกูดด้วยรถโดยสารนั้นหายาก นักท่องเที่ยวที่มาเกาะกูดส่วนใหญ่จึงมักซื้อแพ็กเกจกับทางรีสอร์ทไว้ล่วงหน้าและนัดหมายกับทางรีสอร์ทให้ส่งรถมารับส่ง และใช้ท่องเที่ยวบนเกาะกูดตามแพ็กเกจที่เลือกไว้

 

ในครั้งนี้เราใช้บริการของ "อเวย์รีสอร์ท เกาะกูด" รีสอร์ทบนหาดคลองเจ้าเป็นที่พักพิง ซึ่งหาดคลองเจ้านั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ เป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านคลองเจ้า และถือเป็นหาดหนึ่งที่มีหาดทรายขาวน้ำใส อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับปากคลองเจ้า ซึ่งเป็นคลองที่ไหลมาจาก "น้ำตกคลองเจ้า" อีกด้วย
       
พูดถึงน้ำตกคลองเจ้าแล้วก็ถือโอกาสพาไปเที่ยวเสียเลยดีกว่า เนื่องจากชัยภูมิที่ตั้งของรีสอร์ทอยู่ไม่ไกลจากตัวน้ำตกมากนัก การเดินทางไปน้ำตกของเราจึงไม่ธรรมดา เพราะเราจะพายคายัคจากปากคลองเจ้า เข้าสู่น้ำตกคลองเจ้ากัน

แต่ก่อนจะลงเรือคายัคก็ขอให้ออกกำลังกายช่วงแขนกันก่อนก็จะดี เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ ใช้เวลาพายเกือบๆครึ่งชั่วโมง ดังนั้นกำลังแขนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่น้อยกว่ากำลังใจ ถ้าเหนื่อยนักก็แค่หยุดพัก แล้วก็ค่อยๆ ช่วยกันพายบึ้ดจ้ำบึ้ดไปเดี๋ยวเดียวก็ถึงเอง
       
บริเวณปากคลองเจ้านั้นสองข้างทางจะเป็นป่าโกงกางขึ้นเบียดกันหนาแน่น นับเป็นป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเพื่อนร่วมทริปบางคนคงจะไม่เคยเห็นต้นโกงกางใกล้ๆ มาก่อน จึงชอบพายเรือคายัคพุ่งเข้าหาต้นโกงกางอยู่เรื่อยเลย

พายเรือคายัคออกกำลังแขนมาจนถึงจุดหมายจนได้ แต่จุดหมายที่ว่าก็ยังไม่ใช่น้ำตกคลองเจ้า แต่เป็นท่าเรือเล็กๆที่เราจะจอดเรือกันไว้ตรงนี้ แล้วต้องเดินเท้าเข้าไปยังตัวน้ำตกกันอีกประมาณหนึ่งกิโลเมตร เอ้า...หลังจากบริหารแขนแล้วก็ได้เวลาบริหารขากันต่อ หลายคนเริ่มบ่นกันงึมงำๆ แต่เมื่อหลวมตัวมาได้ครึ่งทางแล้วก็ต้องไปต่อให้ถึงจุดหมาย
       
แต่เมื่อมาถึงตัวน้ำตกคลองเจ้าแล้ว เสียงบ่นก็หายเงียบเป็นปลิดทิ้ง กลายเป็นเสียงชื่นชมในความสวยงามของน้ำตกแทน แม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก แต่น้ำตกคลองเจ้าก็ยังสวยงามน้ำใสน่าลงไปแหวกว่ายเล่น และสำหรับคนที่มาเกาะกูดในช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ก็จะมีข้อได้เปรียบก็คือสายน้ำจากน้ำตกจะยังมีมากและไหลแรงอยู่

น้ำตกคลองเจ้าไม่เพียงเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเกาะกูด แต่ยังมีความสำคัญตรงที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จประพาสเมื่อปี พ.ศ.2454 และยังทรงเคยลงจารึกพระปรมาภิไธย วปร.ไว้ที่ก้อนหินในบริเวณน้ำตกอีกด้วย ในคราวเสด็จประพาสครั้งนั้นพระองค์ได้พระราชทานชื่อให้น้ำตกแห่งนี้ว่า "น้ำตกอนัมก๊ก" เพื่อระลึกถึงองค์เชียงสือ เจ้าแห่งแคว้นอนัมหรือเวียดนาม ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนจะมารวบรวมพลที่เกาะกูดเพื่อกลับไปกอบกู้บ้านเมือง แต่ชื่อน้ำตกคลองเจ้านั้นเป็นชื่อดั้งเดิมที่เรียกกันมาก่อน ซึ่งก็หมายถึงน้ำตกอันเป็นต้นคลองซึ่งเจ้าญวนเคยมาพำนักอยู่นั่นเอง
       
การมาท่องเที่ยวที่น้ำตกคลองเจ้านั้น ไม่ใช่แค่เพียงจะมาแหวกว่ายสายน้ำเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมสนุกสนานโลดโผนวัดความกล้ากันด้วยการกระโดดพุ่งหลาวจากโขดหินขนาดใหญ่และมีความสูงประมาณ 5-6 เมตร ทางด้านข้างน้ำตกลงมาสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง

งานนี้มีผู้กล้ารอคิวกระโดดกันเพียบ ทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ บางคนกระโดดรอบเดียวไม่พอยังมาต่อคิวปีนก้อนหินขึ้นกระโดดซ้ำอีกหลายรอบด้วยความสนุกตื่นเต้น ขณะรอกระโดดก็คิดครีเอทท่าทางไปด้วย จึงสนุกสนานกันไปทั้งคนโดดและคนดู
       
ส่วนกิจกรรมที่ตื่นเต้นน้อยลงมาอีกหน่อยก็คือการปีนต้นไม้ใหญ่ข้างๆน้ำตก แล้วห้อยโหนตัวเองลงมากับเชือกที่ผูกไว้แน่นหนากับกิ่งไม้ สมมติตัวเองเป็นทาร์ซานส่งเสียงโห่ฮี้โห่...แล้วปล่อยมือหล่นตู้มลงมาในสายน้ำเย็น ส่วนใครที่ไม่ค่อยชอบความตื่นเต้นก็แค่ลงไปแหวกว่ายเล่นในแอ่งน้ำตกก็ได้สนุกสนานกันถ้วนหน้า

 

เอ๊า...มัวแต่เที่ยวน้ำตกเสียเพลิน เกือบลืมไปเลยว่านี่เรากำลังมาเที่ยวทะเลกัน เพราะฉะนั้นพายเรือกลับมายังรีสอร์ท แล้วนั่งสปีดโบ๊ทเตรียมตัวไปดำน้ำตื้นกันที่ "เกาะตุ่ม" เกาะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับหาดคลองเจ้ากันเลยดีกว่า
       
ที่เกาะตุ่มนี้สามารถดำน้ำได้ทั้งแบบผิวน้ำ (Snorkeling) หรือจะดำน้ำลึก (Scuba) ก็ได้ วันนี้เราเลือกดำแบบผิวน้ำ ลงไปเล่นหยอกล้อกับปลาหลากหลายชนิดที่ว่ายวนเวียนผ่านหน้า ชมปะการังโขด และหอยเม่นที่แอบอยู่ตามซอกหิน ว่ายน้ำเล่นกับปลาจนเหนื่อยก็หยุดพักตีกรรเชียง หลับตาลอยตัวฟังเสียงคลื่นลม ชื่นชมธรรมชาติให้เต็มที่ แต่อย่าเพลินจนลอยไปไกลว่ายน้ำกลับเรือไม่ไหวล่ะ

หลังจากทำกิจกรรมเหน็ดเหนื่อยมาตลอดวันแล้ว เราคิดว่าการที่ได้มานั่งผ่อนคลายดื่มด่ำกับบรรยากาศชายทะเลยามอาทิตย์ลับฟ้ากันที่ริมหาด ย่อมเป็นความสุขที่สุดของการมาเที่ยวทะเล ยิ่งถ้าได้มากับคนรู้ใจก็ยิ่งเป็นความสุขสองชั้น และเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจให้พร้อมกลับไปสู้กับการงานหรือหน้าที่ที่ต้องทำในชีวิตประจำวันได้อย่างดี
       
ในช่วงที่ทะเลกำลังสวยเช่นนี้ หากจะเลือก "เกาะกูด" ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายการเดินทาง ก็นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

จุดเด่นที่น่าสนใจ และข้อมูล เกาะกูด

สุดยอดแห่งท้องทะเลไทย ทะเลใสสีมรกต อันดามันแห่งทะเลตะวันออก

อ่าวใหญ่

ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลกูด ทางด้านตะวันออกของเกาะกูด อยู่ใกล้กับแหลมอ่าวใหญ่

ลักษณะของหาด : ไม่มีชายหาด เพราะเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ มีท่าเทียบเรือประมง

จุดเด่น : เป็นทำเลที่ตั้งของชุมชนบ้านเรือน ชาวประมง บนเกาะกูด มีท่าเทียบเรือใหญ่ เป็นสถานที่หลบลมมรสุม ของชาวประมงที่มาหาปลา บริเวณนี้เป็นแหล่งขนส่งและจำหน่าย สินค้าทางการประมง อาทิเช่น กุ้ง, หอย, ปู, ปลา และสินค้า ของฝากจากทะเล เช่น กุ้งแห้ง, ปลาเค็ม, ปลาหมึกแห้ง, เป็นแหล่งผลิตน้ำปลาชั้นดี ตรากระต่าย ที่ผลิตมาจากปลาหัวอ่อนแท้ มีร้านขายอาหารและร้านขายของชำ คอยบริการชาวประมงอยู่หลายร้าน

เป็นที่ตั้งของ ศาลหลวงพ่อดำ อันเป็นที่เคารพบูชา ของชาวประมง และชาวบ้านบนเกาะกูด มีท่าเทียบเรือ ของชลประทาน แต่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ เพราะเป็นแหล่งน้ำจืด ขนาดใหญ่ ที่สำคัญแห่งหนึ่งบนเกาะกูด บริเวณอ่าวใหญ่ มีเส้นทางเดินเท้าตัดผ่าน สวนยางมายังวัดอ่าวพร้าว และอ่าวพร้าว ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของตัวเกาะ คือด้านทิศตะวันตก เพื่อชมความสวยงาม ของพระอาทิตย์ตกทะเล ที่มีความงดงามแห่งหนึ่งบนเกาะกูด ว่าแต่ว่า จะเดินกันมาไหวหรือเปล่า เท่านั้นเอง ระยะทางประมาณ 4.5 กิโลเมตร ผ่านสวนยาง และเนินเขา ซึ่งกว่าจะมาถึงก็เรียกเหงื่อ ได้พอสมควร สำหรับนักท่องเที่ยว ประเภทขาจร ที่มาเที่ยวเกาะกูด แล้วหาเรือกลับฝั่งไม่ได้ สามารถมาหาเรือประมง เช่าเหมาลำ กลับฝั่งได้ที่นี่ โดยติดต่อได้ที่คุณสุทัศน์ ทศดารา ผู้ใหญ่บ้านอ่าวใหญ่ ในราคาเที่ยวละ 2,500- 3,000 บาท แล้วแต่ท่าเรือ ที่จะให้ไปส่งยังฝั่ง ว่าไกลหรือใกล้เพียงใด ราคาต่อรองกันได้ เพราะผู้ใหญ่สุทัศน์ ใจดีอยู่แล้ว

 

อ่าวกล้วย

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะกูด อยู่ใกล้กับอ่าวยายเกิด และแหลมยายเกิด

ลักษณะของหาด : หาดทรายขาวยาวประมาณ 300 เมตร

จุดเด่น : หาดทรายขาวละเอียด น้ำใสลงเล่นน้ำได้ บรรยากาศเงียบสงบ ปราศจากบ้านเรือน ผู้คน และแหล่งชุมชน เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง บนเกาะกูด มีแหล่งหญ้าทะเล เป็นที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของสัตว์น้ำนานาชนิด เป็นจุดชมนก ชนิดต่างๆ บนเกาะกูด เช่น นกปรอดหัวจุก และนกอพยพชนิดต่างๆ อยู่ห่างจากอ่าวยายเกิด ใช้เวลาเดินเท้า ประมาณ 15 นาที ส่วนการเดินทางมายังอ่าวกล้วย เพื่อความสะดวกสบาย ในการเดินทาง ควรติดต่อไป ที่เกาะกูดรีสอร์ท จะได้รับการบริการที่สะดวกสบายมากกว่าที่จะเดินทางมาด้วยตนเอง

การเดินทาง : จากท่าเรืออำเภอคลองใหญ่ เดินทางด้วยเรือประมง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เรือเร็วใช้เวลาประมาณ 45 นาที

อ่าวยายเกิด

ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเกาะกูด อยู่ใกล้กับอ่าวกล้วย และแหลมตาตุ้ย

ลักษณะของหาด : หาดทรายขาวยาวโค้งรูปครึ่งวงกลม ความยาวของหาดประมาณ 800 เมตร

จุดเด่น : หาดทรายขาวยาว สามารถลงเล่นน้ำได้ ด้านหลังของชายหาดติดเนินเขา บริเวณด้านบนของชายหาด อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยต้นมะพร้าว บรรยากาศโดยรอบ บริเวณชายหาด เงียบสงบ ปราศจากบ้านเรือน และแหล่งชุมชน จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อน ของคนที่รักธรรมชาติ อย่างแท้จริง เป็นที่ตั้งของเกาะกูดรีสอร์ท รีสอร์ทแห่งแรก บนเกาะกูด มีเส้นทางเดินเท้า เดินตัดผ่านสวนยาง ไปยังอ่าวกล้วย เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น ใช้เวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น มีแหล่งดำน้ำ ชมปะการัง ที่หัวแหลมอ่าวยายเกิด ส่วนการเดินทางไปยังอ่าวและชายหาดต่างๆ ยกเว้นอ่าวกล้วย สามารถเดินทางไปได้ด้วย ทางเรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีทางรถยนต์ หรือทางเดินเท้า เพราะด้านหลังติดเขา ด้านหน้าติดทะเล ส่วนการเดินทาง มายังอ่าวยายเกิด เพื่อความสะดวกสบาย ในการเดินทางควรติดต่อไปที่เกาะกูดรีสอร์ท จะได้รับการบริการ ที่สะดวกสบาย มากกว่า ที่จะเดินทางมาด้วยตนเอง

 

หาดอ่าวพร้าว

ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.เกาะกูด ทางด้านทิศตะวันตก อยู่ใกล้กับแหลมเทียน ซึ่งเป็นอ่าวสุดท้ายใต้สุดของเกาะกูด

ลักษณะของหาด : เป็นชายหาดขาว โค้งเว้า ยาวประมาณ 800 เมตร

จุดเด่น : ชายหาดบริเวณอ่าวพร้าว มีน้ำทะเล ที่ใสสะอาด สามารถลงเล่นน้ำได้ ด้านบนของชายหาด อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยสวนมะพร้าว บรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับการแค้มปิ้งพักแรม ห่างไกลจากชุมชน มีบ้านพักของชาวสวน และชาวประมง ปลูกอยู่ริมคลองพร้าว ประมาณ 8-10 หลังคาเรือน มีสถานีอนามัย บ้านอ่าวพร้าว ตั้งอยู่ มีร้านขายของชำเล็กๆ อยู่หนึ่งร้าน

นักเดินทางขาจร ประเภทค่ำไหนนอนนั่น ชอบเดินทาง มาพักแรมกันที่อ่าวพร้าว เป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกทะเล ได้สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะกูด จากบริเวณชายหาด มีเส้นทางเดินเท้าแค่สิบกว่านาที ก็จะถึงวัดอ่าวพร้าว ภายในวัด มีศาลา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน รูปปั้น ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาแห่งกองทัพเรือไทย และวิหารหลวงพ่อดำ ที่เคารพบูชา ของชาวเกาะกูด ภายในวัดอ่าวพร้าว มีบรรยากาศอันร่มรื่น ตามลำคลองพร้าว เข้ามาในวัดอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยป่าชายเลน และสัตว์น้ำนานาชนิด อาทิ เช่น ปลาใบขนุน ฯลฯ

ภายในวัดยังมี โรงเรียนอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อโรงเรียนวัดอ่าวพร้าว สอนตั้งแต่ ป.1 - ป.6 มีเส้นทางเดินเท้าไปยังอ่าวใหญ่ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ของเกาะกูด เส้นทางเดินเท้า ตัดผ่านสวนยางและเนินเขา ระยะทาง 4.5 กม. ใช้เวลาเดินเท้าราว 1.5 ชม. ก็จะถึงอ่าวใหญ่ ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่แห่งหนึ่งบนเกาะกูด ตอนขากลับ ให้ระมัดระวังเรื่องเวลา ในการเดินกลับมายังอ่าวพร้าว ให้ทันก่อนพระอาทิตย์จะตกทะเล เพราะเส้นทางสายนี้ ตกเวลาค่ำ การเดินเท้า ยากลำบากมาก ตลอดทาง จะชุกชุมไปด้วยสัตว์มีพิษ ชนิดต่างๆ เช่น งู ฯลฯ ส่วนข้อควรระวัง ในการมาพักแรมค้างคืน ที่อ่าวพร้าว ให้ระวังตัวริ้นและตัวร่าน สัตว์ตัวเล็กๆ แต่พิษสงเหลือรับประทาน ใครโดนกัดเข้าไปแล้ว จะเกากันมันหยด อย่าบอกใครเชียว โดยเฉพาะ ช่วงหัวค่ำ ทางที่ดี ควรเตรียมยาป้องกันแมลง ติดตัวมาด้วย อย่าต้องให้บอกว่าเป็นยี่ห้อใดดี เพราะไม่มีค่าโฆษณา นักท่องเที่ยวบางคน โดนกัดเข้าไปแล้ว แพ้ผดผื่นคัน ขึ้นเต็มตัว หมดสวยไปอีกหลายวัน ก่อนกางเต็นท์นอน ควรก่อกองไฟไล่ๆ ช่วยได้พอสมควร และก่อนกลับ ช่วยกันกำจัดเศษขยะ ที่นำมาด้วย อย่าทิ้งเรี่ยราด ให้ชาวบ้านแถวนั้น เขาสาบแช่งส่งท้าย ภายหลังคนอื่นเขาจะไปพักไม่ได้

การเดินทาง : จากท่าเรือคลองใหญ่ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4-5 ชม. ด้วยเรือประมง ผ่านแหลมเทียน ก็จะถึงอ่าวคลองพร้าว ถ้าเดินทางด้วยเรือเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 ชม.เศษๆ ก็ถึง แต่จะสู้ราคาค่าเรือเร็วไหวหรือเปล่า เท่านั้น

การเดินทาง : จากท่าเรืออำเภอคลองใหญ่ เดินทางด้วยเรือประมงผ่านอ่าวกล้วย หัวแหลมยายเกิด ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากอ่าวยายเกิด มีเส้นทางเดินเท้า ไปยังอ่าวกล้วย ได้ที่เดียว ส่วนอ่าว หรือหาดอื่นๆ ต้องไปทางเรือ เท่านั้น

การเดินทาง : จากท่าเรือคลองใหญ่ เดินทางด้วยเรือประมง ใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมง

เดินทางไปเกาะกูด


รถยนตร์ ขับรถไปเองเลือกได้ 2 เส้นทาง

1. จากกรุงเทพใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (บางนา-ตราด) ผ่านชลบุรี ระยอง จันทบุรี เลยไปจนถึงจังหวัดตราดรวมระยะทางทั้งสิ้น 385 กิโลเมตร

2. จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข3 (บางนา-ตราด)เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง หมายเลข 344(ชลบุรี-บ้านบึง-แกลง) เมื่อถึงอำเภอแกลง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข3 ผ่านจังหวัดจันทบุรีจนถึงจังหวัดตราด รวมระยะทาง 315 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง

การเดินทางไปจังหวัดตราดสามารถเลือกขึ้นรถได้ทั้งสถานขนส่งเอกมัยและสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ บริษัทโชคอนุกูลได้ชื่อว่าบริการดี แต่มีรถให้บริการน้อย ต่างจากบริษัทสหมิตรเชิดชัยทัวร์ รถออกทุกๆชั่วโมง และบริษัทศุภรัตน์ทัวร์นอกจากรถปรับอากาศชั้น 1 และรถปรับอากาศ VIP
จะเลือกบริษัทไหนก็ตามแต่ชอบ

บริษัท ขนส่ง จำกัด

กรุงเทพฯ-ตราด รถออกตั้งแต่เวลา 06.00-24.00น. โทรศัพท์ 0-2391-8097 ,0-2382-2098
ตราด-กรุงเทพฯ รถออกตั้งแต่เวลา 06.30-17.30น.โทรศัพท์ 0-3951-1986
บริษัท โชคอนุกูล

กรุงเทพฯ(เอกมัย)-ตราด รถออกเวลา 14.00น. และ 23.30น.โทรศัพท์ 0-23924-7680
ตราด-กรุงเทพฯ(เอกมัย) รถออกเวลา 06.30 และ 23.30น.โทรศัพท์ 0-3951-1208
บริษัทเชิดชัยทัวร์

กรุงเทพฯ(เอกมัย)-ตราด รถออกตั้งแต่เวลา06.00-23.00น.โทรศัพท์ 0-2931-2237
ตราด-กรุงเทพฯ(เอกมัย) รถออกตั้งแต่เวลา07.00-23.30น.โทรศัพท์ 0-3951-1062
กรุงเทพฯ(หมอชิต) โทรศัพท์ 0-2936-0199
บริษัท ศุภรัตน์ทัวร์

กรุงเทพฯ(เอกมัย)-ตราด รถออกตั้งแต่เวลา08.30-22.30น.โทรศัพท์ 0-2391-2331
กรุงเทพฯ(หมอชิต)-ตราด รถออกตั้งแต่เวลา06.00-23.00น.โทรศัพท์ 0-2936-3388
ตราด-กรุงเทพฯ(เอกมัย) รถออกตั้งแต่เวลา08.30-23.00น.โทรศัพท์ 0-3951-1481
ตราด-กรุงเทพฯ(หมอชิต)รถออกตั้งแต่เวลา08.30-23.00น.โทรศัพท์ 0-3951-1481

แผนที่ เกาะกูด

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 2,168 ตารางกิโลเมตรในเทือกเขาพนมดงรัก ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา นครนายก สระบุรี และปราจีนบุรี ป่าเขาใหญ่สมัยก่อนได้รับสมญานามว่า ดงพญาไฟ ที่ทั้งโหดทั้งดิบสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางผ่านป่าผืนใหญ่ที่กั้นแบ่งเขตภาคกลางและภาคอีสาน จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2465 ได้มีชาวบ้านประมาณ 30 ครัวเรือนไปตั้งหลักแหล่ง ถางป่าทำนาทำไร่ สันนิษฐานว่าเป็นพวกที่หลบหนีคดีมา ต่อมาพื้นที่เขาใหญ่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 และได้รับสมญาว่าเป็นอุทยานมรดกของอาเซียน 

  สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ และป่าดิบชื้น บางส่วนของพื้นที่เป็นทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่มีคุณค่ามากมายทั้งไม้เศรษฐกิจ ไม้หอม และสมุนไพรต่าง ๆ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วย เขาร่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร และยอดเขาอื่น ๆ ที่สำคัญมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800-1,300 เมตร ได้แก่ เขาแหลม เขาเขียว เขาสามยอด เขาฟ้าผ่าสูง เขากำแพง เขาสมอปูนและเขาแก้ว ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นที่สูงชัน ส่วนทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกพื้นที่ลาดลง จากระดับความสูงของพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าดิบ ทำให้เขาใหญ่มีอากาศเย็นสบายแม้ในฤดูร้อน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 23 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวราวเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเขาใหญ่มากที่สุด ส่วนในช่วงฤดูฝน สภาพธรรมชาติบนเขาใหญ่ชุ่มช่ำ ป่าไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจีสดใส น้ำตกทุกแห่งไหลแรงเสียงดังก้องป่าให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือนแม้การเดินทางจะค่อนข้างลำบาก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย

  ป่าเขาใหญ่มีไม้มีค่าและพืชสมุนไพรนานาชนิดที่สมควรได้รับการดูแลอนุรักษ์ไว้ พันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ เช่น ไทร ซึ่งได้รับสมญานามว่า “นักบุญแห่งป่า นักฆ่าแห่งพงไพร” ผลของไทรเป็นอาหารให้สัตว์ป่าหลายชนิดรวมทั้งนกเงือก แต่ในขณะเดียวกันไทรก็เป็นต้นไม้ที่ต้องอิงอาศัยต้นไม้อื่นในการเจริญเติบโต จึงไปแย่งน้ำและอาหารทำให้ต้นไม้นั้นค่อย ๆ ตายไปในที่สุด เตยน้ำ เป็นไม้เลื้อยที่มีกลิ่นคล้ายตะไคร้ภายในมีท่อลำเลียงน้ำขนาดใหญ่สามารถนำมาดื่มได้ สุรามริด ใช้ดองเหล้าแก้ปวดหลังปวดเอว กะเพราต้น เป็นไม้ใหญ่ยืนต้น แก้เจ็บท้องขับลม เงาะป่า ผลมีขนแข็งสีเหลืองแต่รับประทานไม่ได้ และ กฤษณา ไม้ซึ่งสามารถสกัดเปลือกไปทำเครื่องหอมได้ เป็นต้น

  สัตว์ป่าที่สามารถพบเห็นบ่อยได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้า นอกจากนี้ยังอาจพบช้างป่า หมีควาย หมูป่า ชะนี เม่น พญากระรอก หมาใน ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า รวมทั้งเสือโคร่ง กระทิงและเลียงผาซึ่งก็มีถิ่นอาศัยอยู่ที่เขาใหญ่เช่นกัน อุทยานฯได้สร้างหอสูงสำหรับส่องดูสัตว์อยู่สองจุด คือ บริเวณมอสิงโตและหนองผักชี อนุญาตให้ขึ้นไประหว่างเวลา 8.00-18.00 น. บริเวณที่ตั้งหอดูสัตว์เป็นทุ่งหญ้าซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯจะเผาทุกปีเพื่อให้เกิดหญ้าอ่อน หรือหญ้าระบัดขึ้นสำหรับเป็นอาหารสัตว์ และยังมีโป่งดินเค็มที่เป็นแหล่งเกลือแร่ของสัตว์ต่าง ๆ อยู่ด้วย นักท่องเที่ยวที่ต้องการนั่งรถส่องสัตว์ในเวลากลางคืนสามารถติดต่อที่ทำการอุทยานฯ ก่อนเวลา 18.00 น. 

  เขาใหญ่ยังเหมาะเป็นที่ดูนกและผีเสื้อ จากการสำรวจ พบนกจำนวนไม่น้อยกว่า 293 ชนิด และมีอยู่ 200 ชนิด ที่พบว่าอาศัยป่าเขาใหญ่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจได้แก่ นกเงือกซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้ว่าป่านั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์ ที่พบบนเขาใหญ่มีอยู่ 4 ชนิด นอกจากนั้นยังมีนกที่พบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ ส่วนแมลงที่สวยงามและพบเห็นมากคือ ผีเสื้อซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,000 ชนิด

     การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
  มีเส้นทางให้เลือกกว่า 20 เส้นทาง ที่ต่างกันทั้งความงามของธรรมชาติ และระยะทาง ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินป่า ซึ่งมีตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติกองแก้ว เส้นทาง กิโลเมตรที่ 33 (ถนนธนะรัชต์-หนองผักชี) หรือที่ต้องเข้าไปพักค้างแรมในป่า เช่น เส้นทางน้ำตกนางรอง-เขาใหญ่ เส้นทางเขาสมอปูน หรือเส้นทางหน่วยฯ ขญ.4-น้ำตกวังเหว เป็นต้น โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดและเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 

     สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยาน
  น้ำตกกองแก้ว เป็นน้ำตกเตี้ย ๆ ที่เกิดจากห้วยลำตะคองซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตจังหวัดนครนายก และนครราชสีมา ในฤดูฝนดูสวยงามมาก เหมาะแก่การเล่นน้ำ สามารถเข้าถึงได้โดยการเดินเท้าจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 100 เมตร มีสะพานเชือกทอดข้ามลำน้ำให้บรรยากาศการพักผ่อนที่กลมกลืนและบริเวณใกล้ๆ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นสั้นๆ

  น้ำตกผากล้วยไม้ เป็นน้ำตกขนาดกลางในห้วยลำตะคองเช่นเดียวกัน ห่างจากที่ทำการฯประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถเข้าถึงโดยทางรถยนต์และทางเดินเท้า บริเวณน้ำตกมีกล้วยไม้หวายแดงขึ้นอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของน้ำตกแห่งนี้และเป็นน้ำตกที่สายน้ำสองสายไหลผ่านชั้นหินทีละชั้นมาบรรจบกันจากน้ำตกผากล้วยไม้มีทางเดินไปน้ำตกเหวสุวัตได้

  น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ตั้งอยู่สุดถนนธนะรัชต์ รถเข้าถึง จากลานจอดรถเดินลงไปเพียง 100 เมตร หรือจะเดินเท้าต่อจากน้ำตกผากล้วยไม้ไปประมาณ 3 กิโลเมตร จะได้ เห็นสายน้ำตกลงมาจากหน้าผาสูงราว 20 เมตร มีจุดชมน้ำตกในระยะไกลที่สามารถมองผ่านแมกไม้เห็นภาพของน้ำตกทั้งหมดในมุมสูงได้สวยงาม หรือหากต้องการสัมผัสกับสายน้ำตกและแอ่งน้ำด้านล่าง ก็มีทางเดินลัดเลาะลงไปได้ แต่ในช่วงฤดูฝนน้ำจะมาก ไหลแรง และเย็นจัดควรระมัดระวังอันตราย

  น้ำตกเหวไทร-เหวประทุน จากน้ำตกเหวสุวัตมีป้ายบอกทางเดินต่อไปยังน้ำตกสองแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก เป็นสายน้ำที่เชื่อมต่อกับน้ำตกเหวสุวัต ทางลงสู่น้ำตกชันมากและลื่นโดยเฉพาะหลังฝนตก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นมาก หากเดินไปอย่างเงียบ ๆ ระหว่างทาง อาจได้พบกับสัตว์เล็ก ๆ เช่น นก กระรอก น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงที่สุดของอุทยานฯ อยู่ห่างจากที่ทำการฯลงมาทางทิศใต้ทางที่จะลงไปปราจีนบุรี โดยต้องเดินเท้าแยกจากทางสายหลักไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถึงจุดชมวิวที่มีมุมมองเห็นน้ำตกได้สวยงาม น้ำตกมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้จะพุ่งลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และ 3 ที่อยู่ถัดลงไปใกล้ ๆ กันในลักษณะชันดิ่ง 90 องศา รวมความสูงไม่ต่ำกว่า 150 เมตร ในฤดูฝนสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่างจะแรงมากจนน่ากลัวและเมื่อกระทบหินเบื้องล่างจะแตกกระเซ็นสร้างความชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ บริเวณน้ำตกเหวนรกเป็นเขตหากินของช้างป่า ซึ่งช้างมักจะไม่เปลี่ยนเส้นทางหากิน จึงมักเกิดเหตุโศกนาฎกรรมช้างพลัดตกเหวอยู่เนือง ๆ

  น้ำตกไม้ปล้อง เป็นน้ำตกที่พบมานานแต่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มีทั้งหมด 5 ชั้น ลดหลั่นกันลงมา ชั้นสูงสุดไม่เกิน 12 เมตร มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำตกเหวนรก หรือน้ำตกเหวสุวัต ตลอดเส้นทางเดินเท้าเรียงรายด้วยโขดหินเล็กใหญ่และลำธารที่สวยงาม การเดินทางไปน้ำตกนี้เริ่มต้นที่วังตะไคร้ จังหวัดนครนายกโดยต้องเดินเท้าระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร ติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางได้ที่หน่วยพิทักษ์ฯ ขญ.9 (นางรอง)

    
การเดินทาง
  อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 205 กิโลเมตร สามารถไปได้ 2 เส้นทางคือ แยกจากถนนมิตรภาพตรง กิโลเมตรที่ 56 ไปตามถนนธนะรัชต์ประมาณ 23 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากกรุงเทพฯ-แยกหินกอง แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 33 (นครนายก-ปราจีนบุรี) ถึงสี่แยกเนินหอมใช้ทางหลวง 3077 ไปถึงเขาใหญ่ เส้นทางที่สองค่อนข้างชันเหมาะที่จะใช้เป็นทางลงมากกว่า หากโดยสารรถประจำทางจากกรุงเทพฯ ให้ลงที่อำเภอปากช่องแล้วต่อรถสองแถวขึ้นเขาใหญ่ บริเวณหน้าตลาดปากช่องรถจะไปถึงตรงแค่ด่านเก็บเงิน ค่ารถ 15 บาท มีบริการระหว่างเวลา 6.00-17.00 น. จากนั้นต้องโบกรถขึ้นไปยังที่ทำการฯ หรือจะเช่ารถจากปากช่องเลยก็ได้

    
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
  บริเวณผากล้วยไม้จัดเป็นสถานที่ตั้งเต็นท์พักแรม ซึ่งรับนักท่องเที่ยวได้กว่า 1,000 คน เสียค่าธรรมเนียม เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท/คืน มีร้านค้าสวัสดิการขายอาหาร และมีเต็นท์และเครื่องนอนให้เช่า นอกจากนั้นยังมีค่ายพักบริการอีก 2 แห่งคือ ค่ายพักกองแก้ว และค่ายพักเยาวชน ซึ่งรับนักท่องเที่ยวได้ รวม 250 คน และเสียค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาท ไม่มีเครื่องนอนให้ ติดต่อขออนุญาตที่ที่ทำการฯก่อนเวลา 18.00 น.

  สอบถามรายละเอียดที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปณ.9 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 หรือ
www.dnp.go.th

ตลาดชายแดนบ้านคลองลึกหรือตลาดโรงเกลือ เป็นตลาดการค้าใหญ่ที่สุดและสำคัญของพรมแดนแถบนี้อยู่ทางฝั่งไทย ร้านค้าในตลาดสร้างเป็นแบบโรงเรือนแบ่งเป็นห้อง ๆ สินค้าส่วนใหญ่มาจากหลายถิ่น เช่น กัมพูชา จีน เกาหลี ฮ่องกง หรือเป็นสินค้าของไทย บรรยากาศการค้าชายแดนเริ่มต้นตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าคนขายเริ่มขาย คนซื้อเริ่มซื้อ เสียงการต่อรองราคาและเรียกลูกค้าในตลาด เพิ่มความคึกคักให้กับการเที่ยวชมตลาดเป็นหนึ่งวิถีชีวิตของคนหลายเชื้อชาติ เช่น กัมพูชา จีน เวียดนาม ไทย ที่มารวมกันอยู่ที่นี่ สินค้าที่จำหน่าย เช่น เครื่องทองเหลือง เครื่องเคลือบ เครื่องกระเบื้อง ถ้วยชาม เสื้อผ้า รองเท้า ผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศรัสเซียเครื่องจักสาน ปลาแห้ง สินค้าบางประเภทเป็นของใหม่และของมือสองที่มีคุณภาพ ผู้ซื้อใช้เวลาเลือกสักหน่อยเพื่อจะได้ของดีทั้งคุณภาพ และราคาย่อมเยา


      ในปัจจุบันตลาดโรงเกลือได้ขยับขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นมีถึง 5 ตลาด - ตลาดโรงเกลือเดิม ตลาดเดชไทย , ตลาดเทศบาล 3, ตลาดเบญจวรรณ และตลาดทรัพย์สมบูรณ์มีร้านค้ามากกว่า 3,000 ร้าน นักท่องเที่ยวก็ต้องใช้เวลาในการเที่ยวตลาดมากหน่อยกว่าจะเลือกเดินซื้อของได้ทั่วทั้งตลาดโรงเกลือ จะหารถจักรยานเช่าปั่นชมตลาดสักคันก็มีบริการ|
 




       และอีกทางเลือกหนึ่งของการเดินทางเที่ยวเส้นทางนครวัดนครธม ประเทศกัมพูชา ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ ก็เป็นจุดผ่านแดนที่มุ่งสู่อารยธรรมขอมสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเดินทางไปสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รวมทั้งอารยธรรมและวิถีชีวิตคนกัมพูชา ก็มีบริษัทนำเที่ยวของคนไทยที่บริการนำเที่ยวเส้นทางสระแก้ว – นครวัด นครธมซึ่งเป็นจุดที่สะดวกและประหยัดที่สุด

       คำว่าโรงเกลือเป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่ดังกล่าวมาตั้งแต่เดิมเพราะในอดีตตรงบริเวณนี้เป็นสถานที่ใช้เก็บเกลือ เพื่อนำไปขายให้กับชาวกัมพูชานำไปใช้ทำปลาเค็ม ต่อมาความจำเป็นในการใช้เกลือลดน้อยลงประกอบกับเกิดการสู้รบภายในประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2536 ทำให้ชาวกัมพูชาประสบกับทุพภิกขภัย ประเทศไทยจึงได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

       และจากตลาดไปอีกประมาณ 500 เมตร จะถึงด่านคลองลึกที่เป็นจุดผ่านแดนไปสู่ ตลาดปอยเปต ของประเทศกัมพูชา จากตลาดชายแดนบ้านคลองลึกจะมีรถตู้ รถปิกอัพ ของบริษัทนำเที่ยวให้เช่าเหมาไปยังตลาดปอยเปตเมืองเสียมเรียบอันเป็นที่ตั้งปราสาทนครวัด-นครธม ติดต่อได้ที่บริเวณตลาดบ้านคลองลึก






       การเดินทาง ตั้งอยู่ที่บ้านคลองลึก ตำบลท่าข้าม ห่างจากตัวอำเภออรัญประเทศไปทางทิศตะวันออกประมาณ 6 กิโลเมตร ติดชายแดนไทย-กัมพูชา มีรถสองแถวจากอำเภออรัญประเทศ ถึงตลาดโรงเกลือ ค่าโดยสาร 7 บาท หรือโดยสารรถจักยานยนต์ ค่าโดยสาร 50 บาท

       รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ (ใช้ถนนหมายเลข 305 หรือ 33 ) –นครนายก – ปราจีนบุรี (ถนนหมายเลข 33 สระแก้ว –อรัญประเทศ หรือจากกรุงเทพฯ-มีนบุรี ฉะเชิงเทรา (ใช้ถนนหมายเลข 304)–สระแก้ว–อรัญประเทศ

       รถไฟ มีบริการขบวนโดยสารสายกรุงเทพฯ –สระแก้ว – อรัญประเทศ ติดต่อสอบถามรายละเอียด โทร 0 2223 7070, 0 2220 4334, 1690 รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน สอบถามได้ที่ โทร 0-2936-2852-66 ต่อ 311

       ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 8 โทร.0 3731 2282, 0 3731 2284
www.tat8.com

หมายเหตุ
ปัจจุบันด่านคลองลึกเปิดระหว่างเวลา 07.00-20.00 น.และผู้ที่จะเดินทางข้ามชายแดนไทยกัมพูชา ให้ถือปฏิบัติดังนี้
1. คนไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอคลองลึก อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาดและอำเภอตาพระยา สามารถขอบัตรชายแดนไปเช้าเย็นกลับได้และผู้ถือบัตรผ่านแดนชั่วคราวชาวไทยสามารถเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรกัมพูชาได้ในจังหวัดบันเตียนเมียนเจยและจังหวัดเสียมราฐ แต่ไม่สามารค้างคืนได้

2. ผู้ถือบัตรผ่านแดนชั่วคราวชาวกัมพูชา สามารถเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทยได้ในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดปราจีนบุรี แต่ไม่สามารถค้างคืนได้ สำหรับชาวกัมพูชาที่ถือหนังสือผ่านแดน (Border Pass) สามารถพักค้างคืนที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

3. สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา จะต้องแสดงบัตรประชาชนและพาสปอร์ตโดยขอวีซ่าจากสถานทูตราชอาณาจักรกัมพูชาประเทศไทย เพื่อที่จะเข้าไปท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ

4. นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางเข้าไปในราชอาณาจักรกัมพูชา แบบไปเช้า-เย็นกลับ ในระยะทางไม่เกินป้อมยาม ต้องแสดงบัตรประชาชนและพาสปอร์ต ควรติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะเดินทางจากสถานทูตราชอาณาจักรกัมพูชาประจำประเทศไทย สำนักงานจังหวัดสระแก้ว โทร. 0 3742 5066-7 ด่านตรวจคนเข้าเมืองอำเภออรัญประเทศ โทร. 0 3723 1131 ศุลกากรอำเภออรัญประเทศ โทร. 0 3723 1214 และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต 8 ทั้งนี้ ราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนำกล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายภาพยนตร์เข้าไป รวมทั้งยังห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น ตาชั่ง สัตว์ป่า ผลิตผลจากสัตว์ป่า หอม และกระเทียม ทั้งจากประเทศไทยเข้าไปยังราชอาณาจักรกัมพูชา และจากราชอาณาจักรกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทยด้วยเช่นกัน


        ถึงนาทีนี้แล้ว ใครมานนน จะมาเที่ยวเมืองไทยกันอีกล่ะ ไหนจะการแสดงสดประท้วงกันให้เห็นจะจะ ที่ประตูเข้าประเทศ สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วจะยังสนามบินดอนเมืองอีก รัฐสภาก็มีนะ นอกเหนือไปจากนั้นก็ล่าสุดพระราชกำหนด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะช่วยไรได้รึป่าว บุคคลรักสงบอย่างเราๆ ก็ได้แต่หวัง ได้แต่หวังว่าจะสงบกันเร็วๆ ก่อนที่ประเทศชาติจะแย่ไปกว่านี้ที่แย่สุดๆๆแล้ว ก่อนที่หุ้นจะเหลือ 200 ก่อนที่จะตกงานกันมากกว่านี้

        ไหนๆ เราก็ปัญญาชน อีกอย่าง MBA ที่เรียนๆๆกันอยู่มันต้องทำให้เราคิดไรได้มาบ้างล่ะวะ ไม่ใช่รอเวลา รอโอกาส  ไปวันๆจ่ายค่าลงทะเบียนแพงๆ ไปงั้นๆ มามองหาโอกาสช่วยชาติเล็กๆน้อยๆกันดีกว่า นึกขึ้นมาได้ ไหนๆก็เป็นคนชอบเดินตลาด ชอบทำอาหาร และชอบหาของกินด้วย (เท่าที่เวลา และทุนทรัพย์ พอมี) วันนี้จึงขอแนะนำเพื่อนๆ มาเดินตลาด อตก. กัน

        "ตลาด อตก." หรือชื่อเต็มๆว่า "ตลาดสดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร" ซึ่งเป็นตลาดของรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีตลาดในการจำหน่ายสินค้าเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร ซื้อสินค้าในตลาด อตก.ก็เท่ากับช่วยเหลือเกษตรกรไปด้วย  สินค้าต่างๆที่วางขายอยู่ในตลาด อตก.นั้นก็แบ่งเป็นหมวดหมู่เรียบร้อยเช่นกัน โดยแบ่งเป็นหมวดผลไม้ หมวดอาหารทะเล หมวดอาหารแห้ง หมวดอาหารสำเร็จรูป หมวดข้าวสาร หมวดเนื้อสัตว์ หมวดผักสด หมวดสินค้าเบ็ดเตล็ด และหมวดขนมหวาน

          ลักษณะของตลาดนั้น โปร่งโล่ง อากาศถ่ายเท สะอาดเรียบร้อย อย่างหนึ่งที่ชอบก็คือตรงกลางตลาดซึ่งเป็นทางเดินนั้นยังจัดให้มีเก้าอี้นั่งพักเหนื่อย เผื่อใครเดินหาของจนทั่วตลาดจนเมื่อยก็จะได้มานั่งพักกันได้ แถมเก้าอี้บางแถวยังจัดให้เป็นสวนหย่อมเล็กๆ มีดอกไม้ใบหญ้าประดับประดาให้เป็นมุมพักผ่อนสำหรับลูกค้าที่มาซื้อของได้ดีทีเดียว ซึ่งเราก็จะไปนั่งพักประจำเพราะซื้อของจนถือไม่หมด เอาไปวางไว้บนเก้าอี้นั่ง ดื่มน้ำเย็นๆพักหายเหนื่อยก่อน แล้วลุยต่อ

ร้านแนะนำ อิอิ ที่ซื้อเป็นประจำ ๆ

- ข้าวแกงมาลี

- หมูย่าง(จำชื่อร้านไม่ได้อะ แต่รู้ว่าเค้าเป็นอาจารย์อะไรสักอย่างนี่แหละ ไม้ละ 5 บาท)

- ส้มตำป้าสุดใจ ไก่ย่างกับปลาดุกฟูอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก

- พระรามลงสรง ร้านก้วยเตี๋ยวเรือ หมูยิ้ม มีซาลาเปาหน้าแตก และก้วยเตี๋ยว อร่อยดี

- ผักสด ผลไม้สดๆ เยอะมาก ยิ่งทุเรียนแทบไม่เคยขาดตลาด

- ขนมหวานก็มีหลายเจ้าอร่อยมากมากกก

 

    ฝากนิดนึงเนื่องจากว่าขอเตือนว่าเรื่องของราคาอาจจะ ของแอบแพงไปนิสสนุง แต่ขอยืนยันในคุณภาพและรสชาติของอาหารทั้งสด ทั้งปรุงเสร็จ จนบางทีเรารู้สึกไปว่า ถ้าไม่อร่อยถ้าไม่ดี จะโดนแบบออกไปเองจากตลาดนี้ไงไม่รู้ ... "ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย กินของไทย ชาติไทยเจริญ"


By: [ v _ h v ä n ]